แบกเป้ นั่งรถไฟไปพะงัน ดิ้นมันส์ที่ปาร์ตี้ฟูลมูน

‘เห้ยย อยากไปฟูลมูนปาร์ตี้ว่ะ ไปป่ะวะ’
‘เออ ไปดิ อยากไปเหมือนกัน ฝรั่งที่นั่นมีแต่คนเด็ดๆว่ะแก’

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านค่ะ -/\- วันนี้เราจะมารีวิวประสบการณ์การเที่ยวแบบแบ็คแพ็คครั้งแรกในชีวิต ที่โหด มันส์ ฮา และมีอะไรเกินความคาดหมาย 555 และที่ที่เราเลือกที่จะเดินทางไปก็คือ…เกาะพะงันค่ะ ออกตัวก่อนเลยว่า เราและเพื่อนสนิทที่ร่วมเดินทางนั้น ติ่งฝรั่งหล่อๆกันอย่างหนักค่ะ -.,- และเราก็ได้ทราบมาว่าที่เกาะพะงันนั้น ทุกวันขึ้น 15 ค่ำของเดือน จะมีการจัดฟูลมูนปาร์ตี้ขึ้น เป็นปาร์ตี้ที่มีชื่อเสียงระดับโลกเลยนะคะ (หูวว แอบภูมิใจ) และที่ปาร์ตี้นี้แหละค่ะ ที่เป็นแหล่งรวมฝรั่งหล่อๆของพวกเราาาาา (ฮาาา) เราและเพื่อนจึงได้ทำการวางแผนการเดินทางและเก็บตังค์ล่วงหน้าประมาณกือบ 2 เดือนค่ะ (จริงจังยิ่งกว่าการเรียน 55555) ซึ่งเราและเพื่อนนั้นเพิ่งจบ ม.6 กันและอยากจะไปเที่ยวทะเลกันอยู่ก่อนแล้ว และการเดินทางครั้งนี้ มีแค่เราและเพื่อนเรา รวมเป็น 2 คนค่ะะะ! 55555

ก่อนมานี่ก็โดนไซโคเยอะเหมือนกันค่ะว่า อันตรายบ้าง คนเยอะเดี๋ยวโดนลวนลาม (ความเป็นจริงคือเป็นฝ่ายลวนลามเขาเอง แฮร่!) ปาร์ตี้มั่วยามั่วเซ็กส์บ้าง อีกอย่างคือที่บ้านไม่อยากให้มาค่ะ ก็ทะเลาะกันใช้เหตุผลร้อยแปดพันเก้าชักแม่น้ำมาทั้งโลกกว่าที่บ้านจะยอมปล่อย คงเพราะพวกเรามากันแค่ 2 คน พวกเค้าเลยเป็นห่วง แต่ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน เราต้องการพิสูจน์ค่ะว่าถ้าเราดูแลตัวเองดีๆ เรื่องไม่ดีคงไม่เกิดหรอกค่ะ แต่ไม่แนะนำสาวๆให้ไปกันตามลำพัง 2 คนอย่างพวกเรานะคะ เพราะพวกคุณอาจจะไม่โชคดีอย่างพวกเรา หนึ่งเลย คืออันตราย เพราะสมัยนี้คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ อาจจะโดนล่อลวงไปทำมิดีมิร้ายได้นะคะ สองเลยคือ…มันไม่สนุกค่ะ!! 55555 จากประสบการณ์คือเหงาโคตร แบบมีกันอยู่ 2 คน เล่นกันอยู่ 2 คน T___T แนะนำให้ไปแบบเป็นกลุ่มใหญ่ๆดีกว่าค่ะ นอกจากจะสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะแล้ว ยังปลอดภัยด้วยนะเคอะ เอาล่ะค่ะ พล่ามมานาน เข้าเรื่องเลยเถอะ

ก่อนเดินทางหนึ่งเดือนเราและเพื่อนได้ทำการจองโรงแรมผ่านเว็บออนไลน์ค่ะ (booking.com) เหตุผลที่ต้องจองตั้งแต่เนิ่นๆคือช่วงฟูลมูนเนี่ย นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาบนเกาะมากเป็นพิเศษ และโรงแรมจะเต็มเร็วมากเช่นกัน หมายถึงโรงแรมถูกๆอ่ะค่ะ =.,= (สโลแกนการเที่ยวของเราในครั้งนี้คือประหยัดเท่าที่จะประหยัดได้) ดังนั้นเราถึงต้องรีบจองค่ะ ทริปนี้พวกเราเปลี่ยนโรงแรมกันถึง 2 ครั้ง เพราะความเรื่องมากของพวกเราเอง แหะๆ โดยที่พักสองที่แรกของเราเป็นแบบโฮสเทลค่ะ ตอนแรกก็คิดนะคะว่ามันจะฟินแค่ไหนถ้าหากเราได้นอนร่วมห้องกับหนุ่มฝรั่งหล่อๆ หิหิหิ (หัวเราะแบบโรคจิต) แต่คิดไปคิดมาคือเรื่องความสะดวกและความปลอดภัยค่ะ คือโฮลเทลมันเป็นห้องน้ำรวมแล้วถ้าหากปวดขรี้แบบรุนแรงแล้วมีฝรั่งเข้าอยู่? แล้วถ้าหากไปเล่นน้ำทะเลมาเสื้อผ้าเปียกจะตากตรงไหนดี? พวกเราคิดสะระตะก่อนจะตัดสินใจว่า เอาวะ! จองโรงแรมแบบส่วนตัวอยู่ไปเลย!! แต่โรงแรมแถวหาดริ้นนั้นราคาแพงบรรลัยมาก T^T เราไม่อาจจะสู้ได้จึงหาโรงแรมที่อยู่ไกลออกไปหน่อย และท้ายที่สุด เราก็ได้ที่พักก่อนวันออกเดินทาง 3 วัน (ใจหายใจคว่ำมาก) โรงแรมของเราตั้งอยู่ ณ หาดแม่หาด ซึ่งอยุ่เหนือสุดของเกาะ ติดกับทะเลแหวกเกาะม้า ราคาก็ถือว่าโอเคค่ะ ไม่แพงเกินไป ส่วนหาดริ้นสถานที่จัดฟูลมูนปาร์ตี้นั้นอยู่ใต้สุดของเกาะ ระยะทางห่างกันก็แค่ สิบกว่า กิโลเอ๊งงงงง TT ณ จุดๆนี้ได้แต่ปลอบใจกันเองว่า เออ มันอาจจะให้ความเป็นส่วนตัวก็ได้นะแก จะได้ไม่วุ่นวายไง 5555

วันเดินทาง 1 เมษายน 2558

เราและเพื่อนสาวได้เดินทางโดยรถบัสมายังสถานีขนส่งหมอชิตค่ะ อ้อ ลืมบอกไป ใช้เวลาจากร้อยเอ็ดถึงกรุงเทพประมาณ 8 ชั่วโมง เมื่อมาถึงก็เตรียมหาทางไปสถานีรถไฟหัวลำโพงค่ะ แต่ยังไม่ทันได้ไปไหนไกลเพื่อนสาวก็เพิ่งรู้ตัวว่าลืมมือถือไว้บนรถบัส งานเข้าเลยทีนี้ วิ่งสู้ฟัดกันทั่วหมอชิตเลยจ้ะ แต่สุดท้ายก็ได้โทรศัพท์คืนนะคะ ขอขอบคุณพีพนักงานบนรถด้วยค่ะที่อุตส่าห์เก็บไว้ให้ -/\-

พอได้โทรศัพท์คืนก็มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟค่ะ โดยแท็กซี่คนบ้านเดียวกัน ระหว่างที่นั่งรถไปก็มีโอกาสได้ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบน้า ปรากฎว่าน้าเป็นคนใจดีมากค่ะ ลดค่าโดยสารให้ด้วย เป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่ดีมากค่ะ

และเราก็ได้มาถึงสถานีรถไฟบางเขน และเมื่อไปถามพนักงานถึงรถไฟไปสุราษฎร์ ก็ได้ความว่าต้องนั่งรถไฟชานเมืองไปขึ้นที่สถานีบางซื่อ ดิฉันก็ตื่นเต้นสิเคอะ เพราะนี่คือการขึ้นรถไฟครั้งแรกในชีวิตของดิฉัน

11115717_823881264371257_7845195169483490255_n

และเมื่อไปุถึงสถานีบางซื่อ เราก็พบว่า ตั๋วรถไฟฟรีไปสุราษฎร์เต็มแล้วจ้าาาา…T^T และเพื่อไม่ให้แผนการเดินทางคลาดเคลื่อน เราจึงต้องจำใจซื้อตั๋วรถไฟในราคา 604 บาท (น้ำตาไหลพราก) โดยเป็นรถไฟสายใต้ กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี ชั้น 2 และออกเดินทางประมาณ 8.30 น ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ เจ็ดโมงกว่าๆ เราเลยตัดสินใจไปหาอะไรกินก่อน

11040962_823881307704586_6925227124583945191_n

เวลาประมาณ แปดโมงครึ่ง รถไฟก็จอดเทียบชานชาลา ในใจนี่ตื่นเต้นมากกกก ตื่นเต้นเพราะฝรั่งบนรถไฟ 55555 แต่ละคนนี่จัดว่าเด็ดค่ะ เอาซะดิฉันใจสั่น -..- และด้วยความที่ตื่นเต้นเลยดันนั่งรถไฟผิดขบวน คือขบวนของพวกเราเป็นขบวนที่ 3 แต่ดันไปนั่งขบวนที่ 2 เหตุผลเพราะใจลอยไปกับหนุ่มฝรั่งที่นั่งข้างๆ 5555 ทีนี้เลยต้องจำใจไปยังที่ของตัวเอง และระหว่างที่จะข้ามไปยังขบวนที่ 3 นั้น ต้องผ่าน..เขาเรียกว่าอะไรอ่ะ ตัวเชื่อมขบวนเหรอ = =? ที่เป็นรอยต่อของชบวนอ่ะ แล้วที่นี้มันเหมือนจะหลุดออกจากกัน และด้วยความที่ไม่เคยขึ้นรถไฟมาก่อน เลยตกใจกลัว และเปิดประตูไม่เป็น สรุปร้องโวยวายค่ะ 5555 กลัวตกมากตอนนั้น ดีที่หนุ่มฝรั่งที่นั่งติดประตูกดปุ่มเปิดให้ ก่อนพี่แกจะแถมรอยยิ้มพิมพ์ใจให้หนึ่งที โอ้ยยยย เข่าอ่อนเลยทีเดียวววว

เมื่อมาถึงที่นั่งของตัวเองและพนักงานตรวจตั๋วเรียบร้อย ก็จะมีพนักงานเสิร์ฟขนมคุ้กกี้กับเครื่องดื่มค่ะ มีน้ำส้ม น้ำอัดลม กาแฟ อะไรประมาณนี้ ระหว่างนั้นแอบเห็นเด็กฝรั่งที่นั่งอยู่ด้านหลัง หน้าตาน่ารักน่าลากกกก..มาเป็นน้องมาก -..- ฟินเลยค่ะ เนื่องจากเป็นรถไฟชั้น 2 และเป็นแอร์ พอจะนอนเลยค่อนข้างหนาว อยากบอกว่าแอร์เขาเย็นดีจริงๆ สักพักพี่พนักงานคนเดิมก็จะเอาอาหารมาเสิร์ฟค่ะ เป็นข้าวสวย ไข่ตุ๋น แล้วก็แกงเผ็ดไก่ (เผ็ดสมชื่อจริงๆ T^T) ระหว่างทางก็เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติข้างทาง และหนุ่มฝรั่งข้างหลัง เอ้ย ไม่ใช่ล่ะ 555

11314_823881424371241_5816581054172804940_n

อันนี้คือรูปที่ถ่ายมาค่ะ ไม่มีความสวยความอาร์ตในตัว ไม่รู้ถ่ายทำไม = = แค่อยากให้เห็นบรรยากาศบนรถไฟก็แค่นั้น 5555

ใช้เวลากว่า 9 ชั่วโมงกว่าๆ รถไฟก็มาถึงสุราษฎร์ธานีโดยสวัสดิภาพ หลังจากหลับอยู่ประมาณสิบตื่น ในที่สุดก็สิ้นสุดกันที่ อุวะฮะฮ่า (นั่งรถไฟนานอาจทำให้เสียสติเยี่ยงดิฉัน =__=) โดยเวลาที่เรามาถึงนั้นประมาณเกือบ ห้าโมงเย็น แล้วเนื่องจากรีวิวที่เราอ่านมาจากเน็ต ก็ทำให้รู้ว่า เราต้องไปขึ้นรถบัสแดงที่สถานีรถไฟเพื่อไปลงยังท่าเรือนอน ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้อะไรหรอกค่ะ รู้แค่ว่าถูกก็ไป 55555 เพราะราคารถไปท่าเรือดอนสักนั้นโหดมากกกกกก ไม่เหมาะกับมนุษย์กระเป๋าแฟบอย่างเรา แต่ราคารถบัสนี่สิคะ 15 บาทเอง วิ่งขึ้นแทบไม่ทัน ฮ่าๆ โดยรถบัสจะพาเราขับเข้าไปในตัวเมืองสุราษฎร์ ลมเย็นและบรรยากาศดีมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที รถบัสก็จอดก่อนที่ป้าบนรถจะเรียกนุ้ยๆถึงแล้ว ไอ้เราก็นั่งเซ่อตั้งนาน ก่อนจะเก็ทว่า ป้าแกเรียกเรา 555 คือนุ้ยภาษาใต้นี่ใช้เรียกเด็กสาวไรประมาณนั้น แต่ป้าแกใจดีมาก บอกทางเราว่าต้องไปขึ้นที่ไหนยังไง ขอบคุณด้วยนะคะ

ลงจากรถเสร็จเราก็เดินไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นมีคู่รักฝรั่งคนนึงเดิมตามหลังเรามา สอบถามได้ความว่าจะไปพะงันเหมือนกัน แต่จะนั่งเรือเฟอร์รี่ไป โดยพี่แกหารู้ไม่ว่า ท่าเรือที่กำลังมุ่งหน้าไปนั้น คือท่าเรือนอน… ซึ่งถ้าหากจะนั่งเรือเฟอร์รี่ต้องไปที่ท่าเรือดอนสักนะจ๊ะ ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ไกลอยู่ และตอนนี้เป็นตอนค่ำ ไม่มีเรือไปแล้ว และดิฉันก็ไม่รู้จะบอกพี่แกยังไง เพราะอังกฤษค่อนข้างง่อย เลยได้แต่เดินไปเงียบๆ

แต่นแต๊น…และนี่คือเรือนอนที่เราจะนั่งข้ามไปเกาะพะงัน!!

ส่วนรูปข้างล่างนั้นคือด้านหลังของดิฉันค่ะ ไม่ใช่ล่ะ คือบรรยากาศของแม่น้ำตาปีหรือที่เราเรียกว่าท่าเรือนอนบ้านดอนนั่นเอง (หรือเปล่า)

11088564_823881594371224_1151512482792023678_n

15460_823881494371234_4581369238643556806_n

รูปน้อยและไม่ค่อยชัดนะคะ โดยเรือจะออกตอน ห้าทุ่ม และถึงเกาะพะงันตอน หกโมงเช้า ราคาก็ไม่ห่างจากเรือเฟอร์รี่เท่าไหร่ค่ะ คนละ 400 บาท แต่เนื่องจากเราต้องการประหยัดที่่สุด จึงได้ตีเนียนชวนคนขายตั๋วคุยและขอส่วนลดลงมาเหลือ 300 บาท ฮี่ๆๆๆ -.,- ระหว่างนั้นเหลือเวลาหลายชั่วโมงค่ะก่อนเรือจะออก เราจึงทำการเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนเรือก่อน โดยบนเรือนั้นจะมีฟูกและหมอนให้แบบปูติดกันเลย ตายล่ะหวาาา ถ้านอนติดกันขนาดนี้แล้วถ้าข้างๆเป็นหนุ่มฝรั่งๆหล่อดิฉันจะทำตัวยังไง 5555555 หากแต่ความเป็นจริงแล้วโดนไล่ที่ค่ะ -___- เนื่องจากตอนเรือใกล้จะออกคนหลั่งไหลขึ้นมาเยอะมาก วุ่นวายมาก แล้วเราและเพื่อนนอนผิดเลขที่บนตั๋ว เจ้าของที่เขาเลยมาทวง พอเราจะไปทวงที่ของเราบ้าง ก็ได้คำตอบหน้าตายจากเจ๊ฝรั่งว่า ไอมากับเพื่อน ไอยากนอนกับเพื่อนไอ ไม่ได้เหรอ? ไอ่เราก็เป็นคนดีไม่อยากพรากเพื่อนพรากฝูง สรุปไม่มีที่จะให้นอนค่ะ 555555555 ต้องระเห็จระเหินลงมานอนพื้นชั้นล่าง ซึ่งมีแค่เสื่อและท่ออะไรสักอย่างหนุนแทนหมอน ไม่มีพัดลมด้วย ร้อนโคตร! หากแต่ความโชคร้ายยังแฝงไว้ด้วยความโชคดี เพราะหนุ่มฝรั่งที่นอนข้างๆเราน่ะสิคะ เด็ดโคตรรร!! ฮีนอนกันสองคน ถอดเสื้อนอนด้วย -.,- อีกคนนึงขาเจ็บ แล้วดิฉันก็นอนจ้องฮีค่ะ พอฮีหันมาก็แจกยิ้มหนึ่งที แอร๊กกกก >///< แต่สองคนนี้ดูท่าทางกระหนุงกระหนิงกันเชียว คงจะสนิทกันมากกกกกสินะ (พยายามคิดว่าไม่ใช่ T-T) แต่นอนได้สักพักลุงขายตั๋วเลยเดินมาบอกว่าที่นอนข้างบนว่างแล้วนะ ขึ้นไปนอนได้เลย ใจนี่ไม่อยากขึ้นไปเลยอ่ะ แต่โดนเพื่อนลาก TT พอมาเจอสภาพที่นอนก็เก็ทในทันที ที่ที่นอนมันว่างเพราะฝรั่งทำเหล้าหกใส่ เขาเลยไม่นอน =____= ไอ้เราก็ไม่อยากเรื่องมาก นอนไหนก็ได้ แถมได้นอนติดฝรั่งอีกกกก ระหว่างที่เรือกำลังแล่นไปนั้นบนเรือคึกคักมากค่ะ ฝรั่งจับกลุ่มเมาท์กันเมามันโดยที่เราไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร 5555  บ้างก็ตั้งวงเล่นไพ่ บ้างก็พลอดรักกันแบบไม่อายใคร…อ้อ ลืมบอกไป บนเรือนอนมีเรากับเพื่อนสองคนเป็นผู้หญิงไทยค่ะ นอกนั้นเป็นฝรั่งและมีกลุ่มผู้ชายคนไทยสามคนที่นอนข้างพวกเราอีกฝั่ง ด้วยความที่กลัวเมาเรือและเหนื่อยจากการเดินทาง รู้ตัวอีกทีก็ฟ้าสว่างแล้ว…

2 เมษายน 2558 : Hello Koh Pha-ngan

เราลืมตาขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงคลื่นกับความรู้สึกว่าเรือโคลงเคลง พอลืมตามองไปทุกคนบนเรืออนหลับหมดเลย พอมองออกไปนอกเรือ อุ๊แม่เจ้า! นี่มันทะเล ทะเลจริงๆ รู้สึกตื้นตันมาก T^T (เราห่างหายจากทะเลหลายปีเชียว) น้ำทะเลสีฟ้าครามสวย มองไปเห็นเกาะพะงันอยู่ไกลๆ คิดในใจ เฮ้ย เรามาถึงจริงๆเหรอ 555555 ระหว่างนั้นฝรั่งบนเรือเริ่มงัวเงียตื่นขึ้นแล้วก็พากันดี๊ด๊าดูพระอาทิตย์ขึ้นกันใหญ่ ตอนนั้นคิดนะ มันน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเหรอวะ 555  (เราก็ตื่นเต้นแต่ไม่แสดงออกไม่ให้รู้หรอก .___.) และแล้วเรือก็มาถึงท่าเรือท้องศาลา บรรยากาศคึกคื้นเต็มไปด้วยรถสองแถวหรือที่บนเกาะเขาเรียกแท็กซี่ จอดเต็มไปหมด ต่างคนต่างร้องเรียกลูกค้า (แอบทึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ที่พูดอิ้งได้เกือบทุกคน) และเราก็ตกลงได้รถไปส่งที่โรงแรม สนนราคาที่คนล่ะ 250 บาท (แพง T^T) แต่นี่คือต่อราคาแบบสุดๆล่ะ 555 ก่อนมาเคยได้ยินกิตติศัพท์ถนนหนทางบนเกาะพะงันว่าโหด พอมาเจอนี่ยิ่งกว่าโหดอ่ะ 5555 เลี้ยวไปเลี้ยวมาโค้งซ้ายขวาแล้วถนนชันมากกก ยิ่งทางไปหาดริ้นนะ อื้อหือออออ อารมณ์เหมือนเล่นรถไฟเหาะที่สวนสนุกอ่ะ

และแล้วเราก็มาถึงที่พัก ซึ่งก็คือ วังไทรรีสอร์ท (ขอบอกว่าดิฉันไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆในการรีวิวนะจ๊ะ) ตามเวลาที่เช็คอินคือบ่ายสอง แต่เรามาถึงตอนประมาณเจ็ดโมงกว่า เลยกะจะขอเช็คอินก่อนเวลา ซึ่งเจ้าของรีสอร์ทใจดีมากค่ะ ให้เช็คอินก่อนเวลาด้วย T^T

11102619_823881687704548_8831185630045319754_n

20922_823881694371214_2308829084315203554_n

นี่คือสภาพรีสอร์ทและห้องพักเรานะคะ ข้างในเป็นห้องพัดลมและห้องน้ำในตัว มีเตียงเดี่ยวสองเตียง มีเฟอร์นิเจอร์ ตู้เสื้อผ้า โตํะวางของ แต่ไม่มีทีวี สภาพห้องถือว่าโอเคค่ะ คืนละ 850 บาท ไม่แพงมาก อีกอย่างรีสอร์ทเองอยู่ติดทะเลด้วยค่ะ ใช้เวลาเดินแค่สองสามนาที ก็จะถึงหาดแม่หาด และทะเลแหวกไปสู่เกาะม้า เราเดินเล่นอยู่แถวนั้นสักพักก็ได้เวลาไปแว้นรอบเกาะกัน เราเช่ารถมอไซค์จากร้านแถวที่พักมาในราคา 250 บาท โดยใช้บัตรประชาชนมัดจำไว้ (ร้านเช่ามอไซค์มีทั่วเกาะ หาไม่ยาก) แต่ส่วนมากเขาจะไม่ค่อยให้คนไทยเช่ากัน เหตุผลคือเวลารถล้มหรือเสียหายมา คนไทยไม่ค่อยรับผิดชอบ จะปัดไปว่าไม่ได้ทำหรือเอาง่ายๆคือเรื่องมาก แต่ฝรั่งถ้าเขาทำเขาก็จะยอมจ่ายอะไรอย่างนี้ (ฟังมาอีกที) พอได้รถเราก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานก่อน (อันนี้ควรทำค่ะเพราะจะได้เป็นหลักฐานว่ารถอยู่ในสภาพไหนตอนเราเช่าไป)  จากนั้นก็ได้เวลาแว๊นๆ ระหว่างทางอะเลิร์ตมาก ฝรั่งขับผ่านก็ร้องทักทายราวกับรุ้จักกันมาในชาติก่อน =___= เราและเพื่อนมาหยุดทานข้าวที่ร้านข้าวแกงที่ท้องศาลา แอบกระซิบว่าค่าครองชีพที่นี่สูงกว่าที่อื่น อาจจะเป็นเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย แต่ประทับใจน้ำพริกกะปิ อร่อยดี กินกับผักสดยิ่งอร่อย เป็นบริการแถมฟรีโดยไม่คิดตังค์ คือดี

ทานข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเดินทางไปหาดริ้น ก่อนไปก็ได้รับคำเตือนจากป้าร้านข้าวแกงว่า อย่าไปเลย ทางมันอันตราย นั่งรถโดยสารไปเถ้อออ แต่เนื่องจากเราเสียตังค์เช่ารถมาแล้ว เราต้องแว๊นให้คุ้ม 55555555 (งกมาก) เลยดึงดันไป ทางไปก็ไม่ยุ่งยาก จากท้องศาลาตรงไปเรื่อยๆจะมีป้ายคอยบอกทางเป็นระยะๆ แอบคิดในใจนะว่าถ้ารถล้มมาจริงๆตูจะมีตังค์พอจ่ายค่าชาร์จป่ะวะ 55555555

เริ่มแรก เอ๊ะ ทางก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า นี่เหรอที่่ว่าโหด โหย จิ๊บๆ หลังๆนี่แทบจะกลั้นหายใจขับกันเลยทีเดียว 55555 แต่เป็นเพื่อนเราขับ ส่วนเรานั่งลุ้นอยู่ข้างหลัง คือทางโหดมว้ากกกกก ใครขับมอไซค์ไม่แข็งจริงแนะนำเลยว่าอย่า ขนาดเพื่อนของเราที่ว่าแน่ยังเกือบพุ่งใส่ทางโค้งมาแล้ว ดีที่หักหลบทัน 55555 จนในที่สุดก็มาถึงหาดริ้นแล้ว ;___; (ถอนหายใจอย่างโล่งอก) เป็นหาดที่สวยจริงๆ ทรายขาวน้ำใส ฝรั่งหล่อ เฮ้ย ผิดประเด็น 55555 แต่คนบนหาดไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อีกอย่างคลื่นก็แรงกว่าทุกหาดอื่นบนเกาะที่ไปมา เหมาะแก่การเล่นน้ำที่สุดดด แล้วพวกเราก็จัดไปอย่าให้เสีย เล่นไปมีอาหารตาไป มันฟินที่สุดแล้วเค่อะ T.,T

เล่นน้ำที่หาดริ้นเสร็จเรามีแพลนที่จะไปน้ำตกสามมโนรา เนื่องจากว่างมาก และอยากทัวร์ให้เยอะๆ เลยมั่วไปตามแผนที่ ระหว่างทางเจอฝรั่งนายหนึ่ง ฮีถามว่าจะไปน้ำตกใช่ป่ะ เราก็เออออ แล้วฮีก็พูดอะไรไม่รู้จับไม่ทัน เมื่อเห็นเราทำหน้าซื่อบื้อฮีเลยบอก ตามมา แงงง หนูขอโทษที่ภาษาหนูง่อย T^T ระหว่างทางนี่ก็โอ้โห แอดเวนเจอร์เหลือเกิน -__- ไม่ต่างจากทางไปหาดริ้นเลย จนสุดท้ายมาถึงที่ที่หนึ่งซึ่งเหมือนน้ำตก แต่ไม่มีน้ำ งงมั้ย เราก็งง 555 เราเลยถามฮีว่า นี่น้ำตกเหรอ แต่มันไม่มีน้ำเลยนะ ฮีหัวเราะแล้วบอก ก็ใช่ไง มันไม่มีน้ำ แล้วก็ขับรถจากไป…คือไรรรรร โดนฝรั่งต้มหรืออย่างไร ตอนนั้นเรากับเพื่อนเซ็งมาก อุตส่าห์ขับตามมาตั้งไกลเถอะ พอตอนจะกลับ มีฝรั่งอีกนายนึงร้องทักว่ามาน้ำตกเหรอ เราก็เอออีกครั้ง นางเลยถามว่าจะไปด้วยกันมั้ย กำลังจะไปพอดี ณ ตอนนั้นคือเซ็งว้อย อีกอย่างกลัวทางมันชันและรถเป็นอะไร คือห่วงรถยิ่งกว่าชีวิตตัวเองค่ะ T^T เลยบอกฮีว่าไม่เป็นไร แล้วจากมา…

จากนั้นเราตั้งใจว่าจะไปหาดท้องนายปานกัน แต่ดันหลงทาง! คือความผิดของดิฉันเองค่ะที่อ่านแผนที่มั่วและชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปเรื่อย T__T สุดท้ายเราเลยมาจบที่อ่าวฉโลกหลำ

11136616_823881997704517_8953579520749767712_n
10421611_823882014371182_6173660206476431659_n

หาดสวยมาก แต่จะเต็มไปด้วยทรายและก้อนกรวด ถ้าเดินเท้าเปล่ามีอันต้องร้องซี๊ดเบาๆเหมือนเรา 55555 ไม่ค่อยมีคนมาว่ายน้ำเท่าไหร่ ส่วนมากจะมาดำน้ำกัน บรรยากาศเงียบดี เราอยู่สักพักก็กลับและไปหาดอื่นต่อ

และหาดต่อไปคือ หาดสลัด (รึเปล่า ฮ่าๆ =__= )

11098194_823881864371197_8343167508733099972_n

น้ำใสมาก คนไม่ค่อยเยอะ คือส่วนตัวดี

และระหว่างที่กำลังดื่มด่ำกับวิวธรรมชาตินั้น เราก็ได้พบกับเจ้าถิ่นของทีนี่ ชื่ออะไรไม่รู้ แต่พอเข้าไปคุยด้วยแล้วหยิ่งมาก ไม่ตอบเลย (หมาที่ไหนพูดได้ล่ะเธอ)

19704_823882421037808_6458612082754772209_n

11062682_823882441037806_8120138802477645582_n

สิ้นสุดทริปทัวร์รอบเกาะ หมดแรงไปถ้วนหน้า แถมกลับมาที่ห้องยังต้องตกใจกับรอยแดงที่โดนแดดเผาอีก โอ้ แดดประเทศไทยนี่แรงดีไม่มีตกจริงๆ

เรากลับมานอนเอาแรงที่ห้องก่อนจะเอามอไซค์ไปคืนร้านเช่า จากนั้นก็ไปเดินเล่นที่หาดแม่หาดที่อยู่ติดรีอร์ทของเรานั่นเอง ตอนเย็นบรรยากาศดีมากกก >__< แต่หาดนี้จะค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยคนเยอะ จะมีร้านอาหารตั้งอยู่แถวนั้น ประจวบกับตอนนั้นน้ำลงพอดี ก็เลยมีสันทรายหรือทะเลแหวกให้เราได้เดินข้ามไปเกาะม้าที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งบรรยากาศเกาะม้านั้น…วังเวงทีเดียว.. เพราะเป็นเกาะเล็กๆ แต่เห็นมีเหมือนบ้านตั้งอยู่ แต่ไม่มีใคร เราใช้เวลานั่งดูพระอาทิตย์ตกสักพักก็เดินข้ามเกาะกลับมา

10360352_823883424371041_8323140265151370316_n

เราและเพื่อนตัดสินใจที่จะเล่นน้ำชมจันทร์แบบชิวๆ เราเล่นกันจนมืดและทุกคนกลับขึ้นไปบนฝั่งหมดแล้ว ระหว่างนั้นก็มีคนงานพม่าที่ทำงานที่รีสอร์ทสองคนมาวนเวียนแถวๆที่เราเล่นน้ำ ยอมรับว่ากลัวนะ เพราะตั้งแต่เข้ามาบนเกาะนี่ ฝรั่งไม่มองพวกเราเลย จะมองก็แต่คนงานพม่านี่แหละที่ทั้งมองทั้งแซวพวกเรา =___= ยิ่งมืดๆเปลี่ยวๆแบบนี้อีก แล้วพวกนางก็พายเรือคายัคแล้วมาชวนเราไปนั่งเรือ คิดในใจ ถ้าตูไปนี่จะรอดกลับมาป่ะวะ เลยปฏิเสธไปตรงๆ คือก่อนมาก็อ่านข้อมูลมาเยอะว่าให้ระวังคนบนเกาะไว้ให้ดี ฝรั่งไม่อันตราย แต่คนเอเชียด้วยกันนี่อันตรายกว่า แต่ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจใครได้เลยนะคะ ที่นี่คนดีๆก็มีค่ะ แต่เราก็ควรเซฟตัวเองให้มากที่สุดเนาะ

หลังจากเล่นน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ให้อารมณ์เหมือนเบลล่ากับเอ็ดเวิร์ดกันจนอิ่มใจ ก็ถึงเวลากินค่ะ! 555 แต่แถวที่พักของเราร้านอาหารราคาแพงเหลือเกิน T^T เซเว่นก็อยู่ไกลโข รถก็ไม่มี แต่โชคดีที่เรามาเจอร้านอาหารร้านหนึ่งที่อยู่ติดที่พักเราค่ะ และร้านนี้แหละค่ะที่นำมาซึ่งเรื่องไม่คาดคิดมาให้…

อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีค่ะ 55 เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งในชีวิตเราเลย เพราะการมาทานอาหารร้านนี้ทำให้เรารู้จักกับพี่ปอค่ะ ชื่อร้านคือ วังไทรการ์เด้น อาหารอร่อยและราคาไม่โหดมาก พอรับได้ พี่ปอมีเกิดที่ภาคเหนือและเคยอยู่ที่โคราช สุดท้ายมาแต่งงานที่นี่ ดูเป็นคนทุกที่จริงๆ 55555 พี่ปอใจดีมาก ชวนคุยตลอด พอรู้ว่าเรามาจากอีสานพี่แกก็ยิ่งชวนคุยใหญ่ แถมชวนเราไปปาร์ตี้ที่หาดริ้นด้วยในคืนนั้น อ๊ะๆ สงสัยอ่ะดิว่าปาร์ตี้อะไร 5555 ก่อนฟูลมูนจะมีปาร์ตี้ที่คล้ายกันๆกันค่ะเรียกว่า warm up full moon party เป็นการอุ่นเครื่องก่อนวันจริง แต่คนจะไม่เยอะเท่า ได้ยินข่าวว่าสนุกกว่าวันจริงซะอีก พวกเราก็หูผึ่งน่ะสิ 555555 เพราะเนื่องจากคืนนั้นไม่มีอะไรทำพอดี เลยตกลงว่าจะไปด้วย พอกินข้าวเสร็จพี่ปอเลยนัดว่าให้มาเจอกันที่นี่สามทุ่มนะ พอสามทุ่มเราสองคนก็กลับมาถึงที่ร้านอีกครั้ง โดยตอนนั้นที่ร้านมีการสังสรรค์กันอยู่ พี่ปอเลยชวนเรามาร่วมด้วยก่อน แถมเลี้ยงเครื่องดื่มเราด้วย ถึงจะปฏิเสธยังไงแต่พี่ปอก็ยัดเยียดให้ ใจดีมากเลยค่ะ T^T โดยในวงเหล้าวงนั้นพวกเราก็ได้รู้จักคนมากมายเลย แต่อายุนี่รุ่นพ่อกันเกือบทุกคน 55555 ทุกคนใจดีมาก ถามนั่นถามนี่เรา สอนเราพูดภาษาใต้ด้วย แต่แอบงงตอนพวกเค้าพูดภาษาใต้กันค่ะ พูดเร็วมากกกก ฟังไม่ออก = = พอถึงเวลาจะไปพี่ปอก็มาบอกว่าไม่ได้ไปด้วยเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปซื้อของมาขาย แต่น้องชายของพี่ปอจะพาไป ตอนนั้นเริ่มกลัวล่ะ 5555 แต่พี่ปอก็บอกไม่ต้องกลัว น้องพี่ไว้ใจได้ แม้พี่ปอจะยืนยันอย่างนั้นแต่เราก็แอบกลัวอยู่ดี แต่ถึงจะกลัวก็ยังไป ไปฟรี ประสบการณ์แบบนี้หาได้ที่ไหน 55555555

แต่ผิดคาด น้องชายของพี่ปอนั้นใจดีมาก ดูแลพวกเราสองคนเปรียบเสมือนลูกแท้ๆ (?) ระหว่างทางไปนั้นเสียวเยี่ยวแทบไหล T__T คิดสภาพทางสูงชันคดเคี้ยวแล้วคนขับเหยียบ 90/ช.ม สิเคอะ แทบอยากจะชวนพี่เค้าไปออดิชันฟาสท์ 10 ค่ะ ณ จุดๆนั้น 55555 แต่สุดท้ายเราก็รอดชีวิตมาถึงหาดริ้นจนได้! ตอนนั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม คนไม่เยอะเท่าไหร่ มองไปทางไหนก็มีแต่ฝรั่ง *0*

ตามข้างทางก็จะมีซุ้มขายเครื่องดื่มประมาณนี้ค่ะ มีให้เลือกหลากรสชาติ แต่แน่นอนว่าคนขายไม่ได้เงินพวกเราหรอก 55555555 งานนี้เราไม่เน้นเมาแต่เน้นมันส์ (รูปเบลอมากเพราะเรารีบเดินตามน้องพี่ปอ)

11102785_823883624371021_3644572057942520386_n

พวกเราไปทั้งหมด 5 คนค่ะ มีเรากับเพื่อน 2 คน และน้องพี่ปออีก 3 คน เป็นผู้หญิงหนึ่งคน (พี่คนขับ) พี่ๆเขาก็พาไปนั่งแลนด์มาร์คของหาดริ้น แคคตุ๊ดบาร์ 55555 (จริงๆชื่อ แคคตัส แต่พี่เขาเรียก แคคตุ๊ด) ตอนนั้นคนเยอะมาก มีขาแดนซ์เต็มไปหมด สารภาพว่าเรากับเพื่อนเป็นเด็กบ้านนอกที่ใสๆไม่เคยเข้าผับกับบาร์ เลยตื่นเต้นมาก 55555555 เนื่องจากมาบาร์ไม่สั่งเครื่องดื่มก็ไม่ได้ พนักงานจ้องหน้า -___- เราเลยจัด สเมิร์ลนอฟ กับเพื่อนคนละขวด ราคาขวดละ 100 บาท ขอแบบซอร์ฟๆดีกว่า ก่อนจะเดินสำรวจหาฝรั่งหล่อๆรอบหาดด้วยความระริกระรี้ 55555555 ระหว่างนั้นก็จะมีกิจกรรมให้ทำเยอะค่ะ ทั้งกระโดดเชือกไฟ พ่นไฟ มีแต่อะไรที่สุ่มเสี่ยง แต่เนื่องจากวันนี้แค่อุ่นเครื่อง คนเลยไม่เยอะมาก ระหว่างนั้นเราก็เห็นพี่สาวไทยคนหนึ่งกำลังแดนซ์กับฝรั่งหน้าหล่อนายหนึ่งด้วยลีลาที่เร่าร้อนเชียว อิจค่ะอิจ อยากได้บ้าง  55555555555555555

อันนี้ถ่ายจากชั้นสองของบาร์แห่งหนึ่งค่ะ เป็นการพ่นไป ไม่ต้องคาดหวังว่ารูปจะสวยจะอาร์ตเหมือนกระทู้อื่นนะคะ 5555555

11064900_823883764371007_6266204609914616213_n

ระหว่างนั้นก็มีพี่ผู้ชายคนไทยคนนึงเข้ามาคุยด้วย บอกเดี๋ยวจะเลี้ยงเหล้า จะไปต่อกับพี่มั้ย โรงแรมพี่อยุ่ใกล้ๆ แหมมมมมม พี่คะ คิดว่าหนูไม่รู้เจตนาพี่เรอะ! ก่อนมาเราหาข้อมูลแน่นค่ะว่าให้ระวังพวกคนบางคนไทยที่มาชวนไปต่ออะไรอย่างนี้ เรากับเพื่อนก็ปฏิเสธไปแต่พี่เค้านี่สายตื๊อ มาขอเบอร์ ขอเฟซ ขอไลน์ คิดในใจไม่เอาที่อยู่พร้อมรหัสไปรษณีย์ตูไปด้วยเลยล่ะ 55555555 แต่เราไม่ให้แล้วบอกชอบฝรั่ง พี่เค้าก็เดินไป เราก็นึกว่ายอมแพ้ ที่ไหนได้คราวนี้พี่เขากลับมาพร้อมกับฝรั่งค่ะ! ยอมใจ 5555555555 แต่ดีที่น้องพี่ปอเดินมาเรียกกลับบ้านเลยรีบเดินออกมา ฟู่ววว เกือบไปแล้ว 5555555555

ขอเตือนสาวๆนักดื่มด้วยนะคะว่าที่ปาร์ตี้เนี่ย ถ้าใครยื่นเครื่องดื่มที่เป็นแบบบัคเก็ตหรือขวดที่เปิดฝามาแล้วอย่ารับนะคะ เพราะอาจจะมีการใส่ยาไว้ข้างใน พวกเรา 2 คนเองไม่โดนกับตัวหรอกค่ะ แต่เพื่อนเราโดนมาแล้ว ถ้าจะดื่มเราซื้อเองปลอดภัยที่สุดค่ะ หรือถ้าไม่อยากเสียน้ำใจฝรั่งหล่อๆก็จัดไปค่ะ แต่ต้องมีเพื่อนคอยดูแลเยอะๆนะคะ ถ้าโดนมอมยาแล้วโดนลากเข้าป่าไม่รู้ด้วยนะเออ 555555555

ซึ่งอย่างที่บอกไปต้นๆว่าเราสองคนไม่ใช่สายเมาแต่เอามันส์ค่ะ (เอามันให้ที่นี้หมายถึงเน้นความมันส์ อย่าคิดไปถึงอย่างอื่นเน้อ555) เราแทบจะไม่แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เลยค่ะ แม้จะมีคนยื่นให้เยอะแค่ไหน ก็เซย์โนตลอดค่ะ เพราะเรามีกันสองคน ต้องดูแลกันเอง อีกอย่างคือเรากินเหล้าไม่เป็นค่ะ 55555555555 กลัวกินแล้วเมาเลย เดี๋ยวจะใช้เวลาไม่คุ้ม

และอย่างที่บอกว่าน้องพี่ปอใจดีมากกกกกก ดูแลเราเหมือนลูก แถมตอนกลับพี่แกจอดเซเว่นแล้วเอาตังค์ให้พวกเราไปซื้อของกิน ตอนนั้นคือปฏิเสธสุดตัว แต่ก็โดนพี่แกบังคับให้ลงไปซื้อ แถมซื้อเสร็จพี่แกยัดขนมมาให้เราเพิ่มด้วย กลัวเราหิวตอนดึก T^T อาศัยรถไปฟรี แล้วยังได้กินขนมฟรีอีก ขอบคุณมากจริงๆค่ะ เรากลับถึงห้องตอนตีหนึ่งกว่า อาบน้ำเสร็จก็หลับแบบนึกว่าตายกันแล้ว 5555

3 เม.ย 2558 : Full Moon Party Day

ตื่นมาอีกทีประมาณสี่โมงเช้า ก็อาบน้ำออกไปกินข้าวที่ร้านพี่ปอ (ตั้งแต่ตอนนั้นมาเรากินข้าวที่ร้านพี่ปอทุกมื้อเลยค่ะ เป็นการตอบแทนน้ำใจของพี่เขา) แต่เนื่องจากเมื่อวานเราเล่นทัวร์ซะรอบเกาะเลย วันนี้เลยไม่มีที่ไหนให้ไป T^T จะไปน้ำตกวังไทรที่อยู่ใกล้ๆก็ได้ความว่าช่วงนี้ไม่มีน้ำ จะเช่ามอร์ไซค์ขับก็ไม่มีที่ให้ไปล่ะ เปลืองตังค์เปล่าๆ เลยตัดสินใจกลับไปนอนเอาแรงที่ห้อง เก็บแรงไว้สำหรับคืนนี้ แล้วเราก็นอนมันทั้งวันนั่นแหละค่ะ เพราะแดดร้อนมาก ไม่อยากกออกไปไหน นอนบ้างลุกมาส่องฝรั่งที่หน้าห้องบ้าง เสียดายส่วนใหญ่มากับแฟน เลยได้แต่แอบมองอยู่ไกลๆ 55555555555555

เวลาประมาณ 2 ทุ่มเรากับเพื่อนเลยอาบน้ำแต่งตัว โดยพวก (ลุง) พี่ที่เจอกันในวงเหล้าเมื่อวานโทรมาชวนค่ะ ว่าให้มาเจอกันที่นั่น เราก็เลยออกไปหาอะไรกินที่ร้านพี่ปออีกเช่นเคย โดยอาศัยว่าถ้าหากพี่ปอจะไปปาร์ตี้ก็จะขอติดรถไปด้วย จะได้ไม่ต้องเสียตังค์ อิอิ …ค่ะ รู้ตัวค่ะว่าเลว 5555555555555555555555 แต่โชคร้ายเพราะตอนที่พวกเราไปถึงรถพี่ปอขับออกไปแล้ว คลาดกันนิดเดียว เลยได้สั่งอาหารกับลูกน้องของพี่ปอที่เป็นคนพม่า ไม่รู้บอกไปรึยังแต่คนงานของที่นี่เกือบทุกคนเป็นต่างด้าวค่ะ โดยส่วนมากจะเป็นคนพม่า พูดไทยไม่ค่อยชัด แต่น่ารักดีค่ะ พี่เขาทำอาหารอร่อยดี พอตอนจะจ่ายตังค์พี่เขาไม่มีเงินทอนเลยให้เราค้างไว้ บอกเดี๋ยวค่อยจ่ายพรุ่งนี้ ใจดีมากค่ะ

พอกินข้าวเสร็จก็เครียดเลยค่ะ เนื่องจากเราไม่มีรถไปและที่พักเราก็ไกลจากถนนสายหลักอยู่ นั่งรอรถสองแถวอยู่นานแต่ก็ไม่ผ่านซักคัน เลยตัดสินใจว่าเดินออกไปโบกเอาที่ถนนเลยก็ได้วะ! ซึ่งบอกเลยว่าทางเปลี่ยวมากกก เปลี่ยวแบบถึงที่สุด เดินไปเสียวสันหลังไป T^T แถมข้างทางยังมีตึกที่กำลังสร้าง มืดๆอีก อดคิดไม่ได้ว่าถ้ามองเข้าไปเราจะเจอมะขิ่นนั่งห้อยขาอยู่บนตึกมั้ย (นั่นมันลัดดาแลนด์!) เดินไปได้ซักพักก็มีแสงไฟรถยนต์ใกล้เข้ามา ตอนนั้นดีใจกันกระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้าเลยจ้าาา 555555 ได้แต่หวังว่าให้เป็นรถสองแถว และก็เป็นอย่างนั้น คนขับจอดและรับเราขึ้นรถ พี่คนขับชื่อพี่ต้นค่ะ เป็นหนุ่มใต้ผู้ผอมแห้งแต่ใจดีมีอารมณ์ขัน พี่เขาบอกให้พวกเราแกล้งทำเป็นหลานพี่เค้า เพราะทางเจ้าของรถไม่อนุญาตให้พี่เขารับคนข้างทางเยี่ยงพวกเรา ให้รับแต่ลูกค้าที่โทรมาเรียกให้ไปรับเท่านั้น แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ระหว่างนั้นมีพี่สาวฝรั่งหน้าสวยคนนึงมานั่งกับพวกเราข้างหน้าด้วย ก็ได้คุยกันนิดหน่อยค่ะ ซึ่งพี่ต้นก็ชอบบอกให้พวกเราคุยกับเค้าหน่อย พอเรามองหน้าจะคุยกับเค้า เค้าก็ถามทันทีเลยค่ะว่า ว้อท?! 555555555 เลยตัดสินใจที่จะอยุ่กันแบบเงียบๆดีกว่า =3=

ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็มาถึงหาดริ้นด้วยความรู้สึกโล่งใจที่มีชีวิตรอดอีกครั้ง บอกแล้วว่าทางโหดมาก 5555 และเนื่องด้วยวันนี้เป็นวันฟูลมูนปาร์ตี้ รถจะเยอะเป็นพิเศษ ถนนก็แคบ ขับสวนกันทีนี่แทบกลั้นหายใจ ห่างกันแค่ไม่กี่นิ้วเอง =[]= เมื่อมาถึงนี่ต้องร้องโอ้แม่เจ้าเลยค่ะ คนเยอะมากกก นี่ขนาดยังไม่ถึงเวลาจริงๆนะคะ ปาร์ตี้จะเริ่มสนุกตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นคนไป แต่พวกเรามาถึงประมาณ 4 ทุ่ม อ้อลืมบอกค่าโดยสาร พี่ต้นบอกว่าปกติจะเก็บคนละ 400 แต่พวกเราใช้สูตรเดิมค่ะ ตีสนิทตั้งแต่ขึ้นรถจนถึงงาน เลยได้ส่วนลดเหลือ 250 บาท/คน 55555555

เราเดินเข้างานด้วยหัวใจที่พองโต *0* โอ้ววว ช่างละลานตาดีเหลือเกิน และเมื่อมาปาร์ตี้ก็พลาดไม่ได้กับการเพ้นท์ตัวด้วยสีสะท้อนแสง แต่เนื่องจากที่ร้านเขารับเพ้นท์ให้แพงมาก เราจึงใช้สูตรซื้อสีมาเพ้นท์เองซะเลย ขวดละ 20 บาท จัดมาสองสี ซึ่งข้างๆเรานั้นก็มีหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาอาโนเนะสองคนกำลังนั่งเพ้นท์ตัวให้กันอยู่ อยากอาสาเข้าไปเพ้นท์ให้มากค่ะ แต่กลัวผัวเขาถีบออกมา…

และไอเทมที่สำคัญในงานปาร์ตี้คือเสื้อสีสะทอนแสงค่ะ เรากับเพื่อนก็จัดคนละตัว ตัวล่ะ 150 บาท ด้วยสีที่เจ็บจนคิดว่าน่าจะใส่ได้แค่ที่ปาร์ตี้ที่เดียว ถ้าเอามาใส่ที่บ้านหมาอาจจะหอนใส่ 555555555555 ได้เสื้อและเพ้นท์ตัวเสร็จก็เดินเข้างานด้วยความชิลเนื่องจาก คนไทยเข้าฟรี ส่วนชาวต่างชาติต้องเสียค่าเข้าคนละ 100 บาท พอเข้ามาถึงงานก็ต้องตะลึงค่ะ ไม่ใช่คนเยอะจนตะลึงนะคะ ฝรั่งที่นี่หล่อจนต้องตะลึงค่ะ!! 55555555555555 โอ้แม่จ๋า หนูมาถูกที่จริงๆ *0*

พอไปถึงปาร์ตี้เรากับเพื่อนก็เดินตามหาพวกพี่ปอ เดินไปเรื่อยๆก็เจอนั่งกันวงใหญ่เชียว พอเราไปถึงพวกพี่เขาก็ยื่นเบียร์ลีโอขวดเล็กให้เลยค่ะ แม้จะปฏิเสธอีกครั้งแต่พี่เขาก็เปิดฝายัดใส่มือให้เสร็จสรรพ เกรงใจอีกแล้ว T^T แต่ก็ดีอย่างนึงที่เราไม่ต้องเสียตังค์ซื้อเอง (เอ๊ะ นี่เกรงใจจริงๆใช่มั้ย 5555555)

10360352_823884007704316_2677825084785903373_n

เรากับเพื่อนขอตัวไปเดินดูนั่นดูนี่ (นั่นนี่ในที่นี่หมายถึงฝรั่ง หิหิ -.,-) โดยในปาร์ตี้จะแยกเป็นจุดๆ โดยจุดที่ได้รับความนิยมก็จะมี ของแคคตัสบาร์ ดรอป์อินบาร์ ทอมมี่รีสอร์ท และอีกเยอะแยะค่ะ โดยเขาจะมีดีเจมาสแควชแผ่นให้ ส่วนพวกเราก็มีหน้าที่ดิ้นไปค่ะ 5555 โดยจะมีโซนกระโดดเชือกไฟซึ่งจะมีคนสนใจมาก แต่ที่เห็นน่าสนุกๆนั่นอันตรายอย่าบอกใครเลย เพื่อนเราไปกระโดดมา โดนไฟลวกเป็นแผลเต็มแขนเลย แต่ไม่รู้ทำไมฝรั่งเขาโดนไม่เห็นแสดงออกว่าเจ็บ แถมกลับไปโดดต่ออีก แปลก 55555

15573_823884101037640_3401030915507364746_n

11146203_823884084370975_5970396752944644276_n

เขาบอกว่าที่ฟูลมูนปาร์ตี้ ไม่ว่าคุณจะขี้เหร่แค่ไหน ในคืนนั้นยังไงก็ต้องมีคนมาจีบคุณอยู่ดี ทฤษฎีนี้เป็นจริงค่ะ! 55555 มีฝรั่งมาเกี้ยวเรากับเพื่อนหลายคนทีเดียว แต่เกือบทุกคนหวัง one night stand กันทั้งน้านนนนนนน T__T เราก็เซย์โนไป ถึงจะหล่อแค่ไหนก็เถอะ เพราะเราเป็นผู้หญิงไทย ต้องรักนวลสงวนตัว (เหรอ) บางคนนี่มีถึงเนื้อถึงตัวด้วย แต่หลบทัน (แอบเสียดาย 55) มันดีอย่างนึงที่พอเราบอกไม่เขาก็จากไปค่ะ ไม่ตื๊อ (ตื้อหน่อยก็ได้  5555) แต่ส่วนตัวพวกเราชอบแอบกรี๊ดไกลๆ  มีบ้างบางคนที่เข้าไปชวนคุยด้วย แต่ก็แค่คุยค่ะ แค่คุยจริงจริ้งงงง 5555555 แต่เรื่องที่เราประทับใจคือทุกคนในปาร์ตี้เป็นมิตรกันดี แม้จะเดินเหยียบเท้ากันก็ยังขอโทษและยิ้มให้กัน อีกอย่างคือฝรั่งบางคนบ้าเซลฟี่ 55555555 พอเห็นเรากำลังถ่ายรูปก็จะเข้ามาแจม บ้างก็เอากล้องไปถ่ายเอง บางคนไม่รู้จักกันเห็นเราจะถ่ายรูปก็อาสามาถ่ายให้ น่ารักกันจริงๆ 5555555

อันนี้แอบถ่ายมาค่ะ โฟกัสที่พี่เสื่้อขาวนะคะ ตัวจริงหล่ออลังการงานสร้างมาก หล่อจนเรามือสั่นรูปเลยไม่ชัด 555555555

11127494_823884034370980_3885465460271014504_n

แลนด์มาร์คอีกจุดของฟูลมูนปาร์ตี้ ใครไม่มาถ่ายรูปที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงนะเออ

63932_823884437704273_5783488973753746073_n

11081398_823884161037634_4909453920513099358_n

และเนื่องด้วย 90% ของปาร์ตี้เป็นชาวต่างชาติ นอกนั้นมีคนไทยบ้างประปราย เราจึงจะสามารถเห็นเลิฟซีนได้ทั่วไป มีให้เลือกดูทุกเพศ ไม่เว้นแม้แต่คู่เกย์และคู่เลส นั่งดูพวกเขาจูบกันไปก็ฟินตามค่ะ บางคู่ผู้ชายหล่อมากก็อยากจับแยกแล้วแทรกกลาง  55555555555 ในปาร์ตี้เราได้เพื่อนเยอะแยะ และอาจกล่าวได้ว่า ภาษาท้องถิ่นของที่นี่คือภาษาอังกฤษไปแล้ว สำหรับคนที่อยากฝึกภาษาแนะนำที่นี่เลยจ้าาา นอกจากจะได้ภาษาแล้วอาจจะได้สามีหน้าตาดีๆเป็นของแถมด้วย 555555555 และไม่แม้แต่ฝรั่งค่ะที่พวกเราหมายปอง ที่นี่ยังมีโอป้าหน้าตาบอยแบนด์หลายคนทีเดียว มองแล้วเลือดติ่งสูบฉีด อยากจะเข้าไปบอกโอป้าซารังเฮโย 5555555

และอย่างที่ทุกคนรู้กัน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา เรากับเพื่อนอยู่สนุกถึงตีสามก็ต้องขอลากลับไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์กลับบ้านค่ะ (เศร้า T^T) ระหว่างเดินกลับทางกลับก็ซึมซับบรรยากาศให้เต็มที่ ใช้สายตาเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ 555555 ซึ่งระหว่างรอรถกลับรีสอร์ทได้เจอกันชาวฝรั่งเศสคนนึง เธอน่าสงสารมากค่ะ เงินหาย เพื่อนหาย ซวยแบบจริงจัง พวกเราเลยยืนคุยเป็นเพื่อนเธอระหว่างที่รอรถ เธอบอกเธอชอบเมืองไทยมาก แล้วเธอก็ไม่ชอบที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวแล้วทิ้งขยะไว้ตามชายหาดที่สวยๆแบบนี้ และเธอพ่นคำหยาบออกมาด้วยความคับแค้นใจ 555555 แอบภูมิใจนะคะที่แม้แต่นักเที่ยวประเทศอื่นยังอยากรักษาสถานที่ท่องเที่ยวของเราให้สะอาด เราเป็นคนไทยเองยังตื้นตันอ่ะค่ะ (เช็ดน้ำตาด้วยความปลื้มปริ่ม)

รออยู่นานสองนานรถพี่ต้นก็ไม่มา (รู้ทีหลังว่าพี่แกกลับบ้านไปนอนตั้งแต่ตีหนึ่ง 5555555) เลยตัดสินใจเดินหารถเองเลย แล้วก็ได้เจอกับรถคันหนึ่ง ฝรั่งนั่งเต็มเชียว (เปรี้ยวปากทันที 555555) แต่ลุงบอกให้เราไปนั่งหน้ากับแกเพราะเราเป็นผู้หญิง =3= แอบโกรธเคืองลุงในใจ แต่เพราะค่าโดยสารที่ถูกมากเลยยกโทษให้แถมขอบคุณหนึ่งที 555555555

มาถึงครึ่งทางเราก็ต้องไปขึ้นรถอีกคัน บนรถคันนั้นเราก็ได้รู้จักคนมากมาย โดยสองในนั้นมีพี่ผู้ชายสองคนเป็นคนไทย ฝรั่งบนรถเฟรนด์ลี่มาก ชวนเราคุยด้วย แถมยื่นน้ำเปล่าให้อีก ทุกคนจะคุยกันอย่างสนุกแต่เนื่องด้วยอิ้งเราค่อนข้างกากเลยเลือกที่จะนั่งฟังเงียบๆค่ะ 555555 ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกับเส้นทางสุดหฤหรรษ์เราก็มาถึงโรงแรม กว่าจะอาบน้ำจัดการอะไรเสร็จก็ตีห้าเลย ตื่นอีกทีก็ปาไป 3 โมงเช้า…

4 เม.ย 2558 : Good bye Koh Pha-ngan

เราตื่นขึ้นมาด้วยอาการเพลียจัดเพราะได้นอนไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะรีบอาบน้ำเก็บข้าวของไปเช็คเอาท์ ซึ่งโชคดีมากที่โรงแรมมีรถรับส่งให้บริการส่งที่ท่าเรือในราคา 150 บาท พวกเราก็ตกลงก่อนจะไปร่ำลาพี่ปอที่ร้านอาหาร โดยเราบอกกับพี่ปอไว้ว่าจะกลับมาอีกแน่นอน และพี่ปอก็ใจดีอีกครั้งด้วยการยกน้ำร้อนกับกาแฟคอลลาเจนมาให้เราดื่มฟรีๆ T____T แต่ยังไม่ทันได้ดื่มรถก็มารับแล้วค่ะ ทำไงล่ะคะทีนี้ พี่ปอจัดการเทกาแฟที่เราชงไว้ใส่แก้วอีกใบแล้วให้เราเอาไปดื่มบนรถ ก่อนจะเร่งรีบถ่ายรูปด้วยกัน ในขณะที่รถจอดรออยู่ แต่เราไม่แคร์ค่ะ 555555555555 เมื่อขึ้นมาบนรถก็เจอกับสองสาวจากอังกฤษที่มาเรียนโยคะที่นี่ ซึ่งเดาว่าเค้าอาจจะด่าเราในใจไปเรียบร้อยแล้วที่ปล่อยให้เค้ารอนาน 5555555555

รูปพวกเรากับพี่ปอค่ะ ได้โปรดโฟกัสที่พี่ปอและมองข้ามหน้าเราไปค่ะ 55555555

10931165_823884664370917_2881791782486406619_n

ระหว่างทางก็คุยกับเค้า ฝึกอิ้งไปในตัว ฟังออกบ้างฟังไม่ออกบ้าง ได้ความว่าพวกเค้าทำงานที่โรงพยาบาลที่อังกฤษและลามาพักร้อนที่นี่ พวกเค้าเคยมาฟูลมูนปาร์ตี้เมื่อสิบปีก่อน แล้วก็ชอบเมืองไทยไปเลย รู้สึกปลืมใจอีกครั้งค่ะ T^T  เมื่อมาถึงท่าเรือท้องศาลาก็ลากันเสร็จสรรพ เรากับเพื่อนเลยรีบไปจองตั๋วเรือข้ามฟาก ซึ่งบริการเรือของลมพระยาเต็มเรียบร้อยแล้ว เราเลยเปลี่ยนมาใช้บริการของราชาเฟอร์รี่ค่ะ โดยค่าโดยสารตกคนละประมาณ 320 บาท เทียบกับเรือนอนถือว่าถูกและเร็วกว่า และพวกเราใช้บริการรถบัสเข้าในตัวเมืองด้วยเลยเพิ่มอีกประมาณ 100 บาท ค่ะ

อันนี้รูปที่ท่าเรือท้องศาลาค่ะ คนเยอะมากกกกก มองไกลๆนึกว่าฝูงมด

1513807_823884827704234_7548861478343631720_n

หลังจากได้ตั๋วเรือเรียบร้อยแล้ว เราเลยไปหาอะไรทานกันก่อนเพราะมีเวลาก่อนเรือออกประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างเต็ดเตร่อยู่แถวท่าเรือก็ได้เจอกับพี่ต้นอีกครั้งค่ะ 555555 เลยได้ไปยืนดูวิธีการเรียกลูกค้าของพี่แก จนเมื่อถึงเวลาขึ้นเรือ พี่ต้นก็เดินมาส่งที่เรือด้วย และบอกพวกเราด้วยว่ากลับมาอีกเมื่อไหร่ให้โทรมาบอกนะ ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายให้พร้อมกับรอยยิ้ม

รูปคู่พี่ต้น โฟกัสที่พี่ต้นนะคะ หน้าเราไม่เกี่ยว 5555555

10942526_823884761037574_8924521009310403121_n

21151_823884897704227_5529664516755461541_n

11021234_823884914370892_3159858205515036639_n

เมื่อขึ้นเรือมา อยากจะบอกว่าบนเรือนี่สววรค์ของดิฉันเลยค่ะ! 5555 ฝรั่งหล่อๆเยอะมาก บางคนเหมือนเพิ่งกลับจากปาร์ตี้ สียังติดหน้าอยู่เลย ท่าทางน้ำคงไม่อาบแน่ๆ 55555 ระหว่างนั่งเรือก็ได้เพื่อนใหม่เพิ่ม หลายคนทีเดียว เนื่องด้วยอยากใกล้ชิดธรรมชาติ เราเลยเลือกนั่งชั้นบนสุด ธรรมชาติมากเลยค่ะ แดดนี่ส่องจนไหม้เลยทีเดียว 555555 เราเลยลงมาชั้นสอง ซึ่งลมเย็นมาก โดยเฉพาะตรงหัวเรือ ซึ่งมีหนุ่มฝรั่งหน้าหล่อกำลังยืนเป็นพระเอกเอ็มวีอยู่ เราเลยรีบสวมวิญญาณป็นนางเอกเดินไปยืนอยู่ข้างๆ ผลที่ได้คือเขาเดินหนีทันทีเลยค่ะ 555555555555555 (หัวเราะทั้งน้ำตา) ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเรือก็มาถึงท่าเรือดอนสัก เวลาประมาณบ่ายสามกว่า เราก็ตรงดิ่งไปขึ้นรถบัสเพื่อเข้าเมืองอีกที ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงบริษัทราชาเฟอร์รี่ ซึ่งคนเยอะและวุ่นวายมาก โดยที่นี่มีบริการขายตั๋วรถไฟด้วย เราเลยจัดการซื้อที่นี่มันซะเลย โดยได้ราคาที่ถูกที่สุดมาครอง 257 บาท เป็นรถไฟชั้น 3 รอสักครู่ก็จะมีคนนำทางไปยังรถตุ้เพื่อจะไปส่งเราที่สถานีรถไฟ เดินทาง 30 นาทีก็ถึง แต่เนื่องจากรถไฟของเราออกตอนสามทุ่ม เราเลยเหลือเวลาหลายชั่วโมง จังหวะนั้นเจอกับเพื่อนที่เจอบนเรือพอดี เลยไปเดินเล่นกันแถวนั้น และนั่งคุยกันจนถึงเวลารถไฟออก เมื่อลากันเสร็จเรากับเพื่อนเลยขึ้นไปบนรถไฟ ซึ่งเป็นชั้น 3 บอกตรงๆว่าชั้น 3 แตกต่างกับชั้น 2 ตอนที่เรานั่งมามากก โปรดจินตนาการถึงฉากรถไฟในภาพยนตร์เรื่องซัคซี้ด มันเป็นอย่างนั้นเลยค่ะ T__T แต่อากาศร้อนมากก เบาะก็ค่อนข้างสกปรก พัดลมก็ไม่เปิด คืนนั้นนอนไม่ได้เลยค่ะ มีเสียงเด็กร้องไห้กล่อมหูตลอดเวลา แถมรถไฟจอดบ่อยอีก  พอดึกๆก็จะมีคนมาขายของบนรถไฟด้วยเสียงที่ดังกังวานและเดินกลับไปกลับมาหลายรอบ สรุปไม่ประทับใจรถไฟชั้น 3 ค่ะ คิดในใจตูน่าจะซื้อชั้น 2 ดีกว่า แต่เนื่องด้วยความที่อยากรับลมเย็นๆของธรรมชาติ เลยต้องก้มหน้าก้มตายอมรับค่ะ ฮือออ TT

เรามาถึงสถานีหัวลำโพงตอนประมาณเก้าโมง ก่อนจะขึ้นรถเมล์ไปลงจตุจักรเพื่อช็อปปิ้งต่อในสภาพน้ำไม่อาบฟันไม่แปรง 555555555 เราใช้เวลาที่จตุจักรสองสามชั่วโมงแล้วขึ้นแท็กซี่ไปสถานีหมอชิตที่อยู่ใกล้ๆ โดยเราซื้อตั๋วกลับร้อยเอ็ดในราคา 398 บาท รอไม่นานรถก็ออกค่ะ ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงก็ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ จบแล้วค่ะ…

สรุปการเดินทาง : ทริปนี้เป็นการเดินทางเองครั้งแรกของเราและไปไกลที่สุดในชีวิต และมันให้อะไรเราหลายๆอย่าง เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ มีหลายคนบอกว่าที่นี่มันอันตรายสำหรับผู้หญิงตัว (ไม่) เล็กอย่างพวกเรา แต่ไม่รู้สิ เราว่าความอันตรายนั่นแหละคือเสน่ห์แบบแปลกๆของที่นี่ อารมณ์เหมือนผู้หญิงที่ชอบแบดบอยไรประมาณนั้น (เกี่ยว?) และอย่างที่หลายคนสงสัยว่าที่นี่มีมั่วยา มั่วเซ็กส์มั้ย? คำตอบคือ..มีแน่นอนค่ะ เห็นกับตาเลยด้วยซ้ำ แต่ของแบบนี้ถ้าเราไม่พาตัวเองเข้าไปยุ่งกับมันมันก็ไม่อันตรายหรอกค่ะ และอีกอย่างเขาก็ไม่ได้เล่นกันแบบโจ่งแจ้ง ก็มีแอบๆกันบ้าง ก็ต้องเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการปาร์ตี้ของฝรั่งเขาล่ะค่ะ เพิ่มความสนุกอะไรงี้ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือ ได้รู้จักกับคนแปลกหน้า และได้มิตรภาพจากคนดีๆมากมาย เราประทับใจคำนึงมาก มีพี่คนนึงเขาบอกกับพวกเราว่า มีอะไรก็ต้องช่วยกัน เพราะเราคนไทยเหมือนกัน และเราได้ค้นพบว่าผู้คนที่นั่นใจดีและมีน้ำใจมากค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ คุณน้าขับแท็กซี่ ลุงขายตั๋วเรือนอน ป้าบนรถบัสแดง เจ้าของวังไทรรีสอร์ท พี่ต้น พี่วิน พี่คิม และคนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือพี่ปอค่ะ

 

แล้วพบกันใหม่…see you again

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด

-ค่าเดินทาง : 3,352 บาท
-ค่าที่พัก : 850 บาท
-ค่าอาหาร + เครื่องดื่ม : 919 บาท
-ค่าอื่นๆ : 527 บาท

รวม = 5,648 บาท

 

About the author

alrizesilver

5 Comments

Leave a Comment

Shares
Loading...