ตากล้อง ท่องเที่ยว (SR) –>> Let’s go south นครศรีธรรมราช ตอนที่ 1

https://www.facebook.com/SnapshortNotes

 

                        กรี๊ดดดดด!!  ถึงกับแต๊บไม่อยู่กันเลยครับ เมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้ไปเที่ยวเมืองนคร คือจะบอกว่ามันดีใจมากถึงมากทีสุด เพราะนอกจากคำยกยอปอปั้น ข้อคิดเห็น และยอดติดตาม ของแฟนคลับแล้ว การได้เที่ยวฟรี มีสปอนเซอร์ ถือว่าเป็นรางวัลที่เลอค่ามากสำหรับบ๊อกเกอร์ตัวเล็กตัวน้อยแบบผม
                      ดีใจอยู่นาน กว่าจะตั้งสติได้ สูดหายใจลึก ๆให้เต็มปอด แล้วย้อนกลับไปดูกำหนดการ เห็นปุ๊บ สตั้นไป 5 วิ คือมันเป็นช่วงสงกรานต์ ที่เราจองตั๋วกลับบ้านไว้แล้ว แต่!!!…แต่ว่า มันยกเลิกได้ครับพี่น้อง ไม่มีปัญหา เอาเป็นว่าสงกรานต์ปีนี้ขอชูมือสวยๆ พร้อมกับโบกสบัดงามๆให้บ้านเกิดตัวเองครับ (ยังกะนางสาวไทย)

                   จากวันคอนเฟิร์ม รอแล้ว รออีก รอใจแทบขาด(เวอร์) กว่าจะถึงวันเดินทาง พอถึงก็ไม่ค่อยจะตื่นเต้นนะตื่นตีสามเอง  55555++ (จะรีบไปไหน) ทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพภายใน 30 นาที ก็พายเป้ ลากกระเป๋าออกจากบ้านทรายทอง เฮ้ยไม่ใช่ออกจากห้อง  กระเป๋ากล้อง 5-6 กิโล กระเป๋าเสื้อผ้าอีกราว ๆ 15 กิโลรวมๆ ก็ 20 กิโลอัพ  เดินลงบันไดจากชั้น 4 ( หอพักไม่มีลิฟท์  มีแต่ออยครับ 55555++  กว่าจะถึงชั่นล่างทำเอาหอบแฮ๊ก ๆเลยครับ พักหายใจแป๊บ ก็โทรให้แทกซี่มารับ ถึงดอนเมืองก็ราวตีสี่กว่า ๆ  นั่งพักรอเพื่อนร่วมทริปพอครบก็เข้าแถวทำบอร์ดดิ้งพาส คนเยอะมาก เยอะจริงๆ แถวยาวเยียด กว่าจะเสร็จ กว่าจะเดินไปถึงเกต ได้นั่งพักนิดเดียวหายใจยังไม่เต็มปอดนางฟ้าชุดเหลืองก็เรียกขึ้นเครื่อง
                 ใช้เวลาราวๆชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงสนามบินเมืองนคร สนามบินนี้ไม่มีเกตยื่นออกไปรับเหมือนที่ดอนเมืองครับ ลงเครื่องปุ๊บเราจะได้สัมผัสเครื่อง แบบชัดๆ ใกล้ๆ แบบนี้ จะถ่ายรูป  เซลฟี่ ถ่ายเดี่ยว ถ่ายหมู่ ก็จัดไปครับ
                ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี  “นกแอร์” สปอนเซอร์ของเรา แม้เครื่องจะเก๊าเก่า  แต่สาวๆ บนเครื่องฟรุ้งฟริ้้ง วิ้งๆ ว้าวๆไม่แพ้ชาติใดในโลก แถมบริการเป็นเลิศ  และที่ผมประทับใจสุดๆ คือได้รับนกชื่นใจที่ให้มาพร้อมขนมปังอุ่นๆ ขนาดกำลังพอดี ไว้ทานชิวๆกับวิวสวยๆ ริมหน้าต่างครับ
                   ถ่ายรูปเสร็จก็เดินเข้าเกตมารับกระเป๋า ได้กระเป๋าครบก็ออกไปหาพี่ๆทีมงาน ททท ที่รถตู้เจอกันก็แนะนำ ทักทายกัน บลาๆ พี่ๆ น่ารักมากกก (แพลบๆ)  หลังจากนั้นก็นั่งรถไปกินมื้อเช้าที่ร้าน “โกปี้” ซึ่งอยู่ข้างๆศาลากลางจังหวัด นั่งแป๊บเดียวก็ถึง
                          พอทุกคนลงรถได้ก็ตรงมานี้เลย พร้อมกับเสียรั่วชัตเตอร์กันสนั่นหวั่นไหว ผมนี่อึ้งไปเลย มือใหม่ มาครั้งแรกทำไรไม่ค่อยถูกครับ ^–^  เก็บภาพเสร็จก็เดินเข้าไปนั่งโต๊ะที่จองไว้ นั่งปุ๊บ อาหารเด็ดๆ เมนูเลิศๆ ก็ทยอยออกมาเป็นชุดๆ  บักกุดเต๋เอย ติ่มซำเอย ปลาท่องโก๋เอย ซาลาเป่าเอย ข้าวเหนี่ยวเบญจรงค์เอย เพี๊ยบ  ยึ่งติ่มซำนี่มาเป็นทาวเวอร์เลยครับ สร้างภาพเสร็จ ก็ได้เวลาโซ้ยครับ
                  อิ่มแปล้…กันถ้วนหน้าครับ อาหารยังไม่ทันได้ย่อย ข้าวยังไม่ทันได้เรียงเม็ด เสียงหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น “ขึ้นรถได้แล้วนะคะ จะได้ไปที่ต่อไปค่ะ” เธอชื่อ “น้อง”  หรือทุกๆคนในทริปเรียกเธอว่า “พี่น้อง” เธอเป็นเจ้าหน้าที่ ททท ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เธอน่ารักและเฟรนลี่มาก หลังจากทุกคนขึ้นรถเรียบร้อย เธอก็เล่าประวัติ  ความสำคัญ ของสถานที่ที่เรากำลังจะไปให้เราฟัง แม้ว่าหลายๆคนจะเผลอหลับจากอาหารมื้อเช้า เธอก็เล่าของเธอไปเรื่อย ๆ …จนจบครับ
               ไม่นานรถตู้ของเราก็จอดหน้า “พระตำหนักปากพนัง”  ทางพี่ๆทีมงาน ททท  ก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเดินชม พร้อมกับเล่าประวัติ ความเป็นมา ความสำคัญ ให้ฟัง เราก็ฟังไป ถ่ายรูปไปครับ จับใจความคร่าวๆได้ว่า   พระตำหนักปากพนังเกิดจากความร่วมมือของชาวเมืองปากพนังและประชาชนคนไทยทั่วประเทศร่วมกันลงขันในโครงการ “สร้างบ้านให้พ่อ” ถวายในหลวง เพื่อเป็นที่ประทับแรม เมื่อเสด็จมาทรงงานที่ปากพนัง  ซึ่งเป็นพระตำหนักแห่งแรก และแห่งเดียวในเมืองไทยที่สร้างจากเงินของพสกนิกรชาวไทย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง พระตำหนักสวยงามมาก โดดเด่น ด้วยเอกลักษณ์ของภาคใต้ครับ
                          “ขึ้นรถได้แล้วนะคะ จะได้ไปที่ต่อไปค่ะ” เสียงเพราะๆ จากพี่น้อง คนสวย ดังอีกครั้ง ทุกคนไม่รอรีรีบขึ้นรถทันที   สถานีถัดไปคือ “ตลาดร้อยปีเมืองปากพนัง”  ระหว่างทางเราแวะเก็บภาพ “ประตูน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ”  (นามพระราชทาน)  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแยกน้ำเค็มกับน้ำจืดออกจากกัน ทำให้เกษตรกรบริเวณนั้นสามารถใช้น้ำจืดทำการเกษตรได้ครับ
                         เก็บภาพกันเสร็จ ก็ขึ้นรถไปต่อ ระหว่างทางก่อนถึงตลาดร้อยปี จะเห็นคอนโดสูงๆ สวยๆ  ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงรูเล็กๆ  ใหม่บ้าง เก่าบ้าง ตั้งเรียงรายกันเป็นแถว แว๊บแรกที่ผมเห็นก็เข้าใจว่าเป็นคอนโดให้คนอยู่เหมือนใน กทม  แต่มันไม่ใช่ครับ คอนโดที่นี้ ต่อให้เรา ร๊วยรวย หรือรวยเวอร์ขนาดไหนเขาก็ไม่ให้อยู่ครับ เพราะเขาสร้างให้นกนางแอ่น
                      พี่น้อง  เล่าว่า พอตกเย็นนกนางแอ่นจำนวนมากมาย หลายหมื่น หลายแสนตัวจะบินกลับคอนโด พร้อมส่งเสียงร้องดังกังวานไปทั่วบริเวณตลาดเก่า  มันเป็นภาพที่น่าตื่นตา ตื่นใจมาก   และที่สำคัญมันนำมาซึ่งรายได้จำนวนมหาศาลสำหรับเจ้าของคอนโด  ไม่ต้องออกไปหาขาย  ไม่ต้องทำการตลาดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะมีคนมารับซื้อถึงที่ เหนาะๆ ก็ราวๆ 30,000-50,000 บาท/ ก.ก  กลายเป็นเศรษฐีแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ
                       ถึงแล้วววว!!!  “ตลาดร้อยปีเมืองปากพนัง”  กลิ่นไอของความเก่าจากบ้านไม้สภาพเก่าๆ ไม่ได้ต่อเติมเสริมแต่งใดๆ กับ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย เป็นเสน่ห์ของตลาดนี้ครับ  แม้ว่าใกล้จะเที่ยงแล้วแต่ยังครึกครึ้นด้วยผู้คนมากมาย ของสด ๆ เพียบ หมึกเอย ปลาเอย หอยเอย ปูเอย เยอะแยะไปหมด เลือกซื้อเลือกหาได้ตามใจชอบ อ้อของฝากก็มีครับหลายอย่างผมจำไม่ได้ครับ ^–^  เดินจนสุดตลาดยังไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือเลย นอกจาก ถ่ายๆ ชิม นู้น นี่ นั่นไปเรื่อยครับ
                       เสร็จจากเดินตลาดก็เป็นมื้อเที่ยงครับ มื้อนี้กินที่ร้าน “บ้านชายคลอง”  เหมือนเดิมครับ เมนูเด็ดๆ ของร้านขนมาเพียบ  ที่พลาดไม่ได้เลยคือ “หมี่ผัดปากพนัง” หรือหมี่เมืองนังนั่นเอง เป็นสูตรดั้งเดิมของปากพนัง ที่จัดมากับผักสดๆเป็นถาดๆ   ขบวนการสร้างภาพ ก็กดชัตเตอร์รัวๆ และก็ลงมือโซ้ยครับ…แซบเวอร์ขอบอก^–^   อิ๋มปุ๊บก็ตามด้วยรังนกสดๆ จากคอนโด อุ๊บ!! ไม่ใช่หละ รังนกสูตรเมืองนัง หวานน้อย รสชาติกลมกล่อม กินแล้วไม่อ้วนครับ
                            อิ่มเอมเกษมสันต์กับมื้อเที่ยงแล้วต่างคนต่างพยุงท้องโย้ๆ แยกย้ายขึ้นรถไปชมเครื่องถมเงินถมทองต่อที่  “วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช” ซึ่งที่นี่ทางคณะผู้บริหาร คุณครู และนักศึกษาร่วมมือร่วมใจกันสืบทอดงานเครื่องถม และอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี มีการสาธิตการทำให้ดูกันแบบสดๆ เห็นแล้วเหนื่อยแทนครับกว่าจะได้แต่ละชิ้นแต่ละอัน ต้องใช้ความอดทน ความพยายาม ความประนีต และทักษะในการทำอยางมากมาย น้องๆที่สาธิตนี้ถึงกับเหงือแตกพลักๆ กันเลยครับ ว่าง ๆก็แวะมาอุดหนุน มาชม มาให้กำลังใจ น้องๆได้ครับ
                        “ขึ้นรถได้แล้วนะคะ จะได้ไปที่ต่อไปค่ะ” เสียงที่คุ้นหูของคนคุ้นเคยดังอีกครั้ง พวกเราก็รีบ!!! ขึ้นรถทันที เพื่อไปต่อที่นั่นคือ  “บ้านผู้ใหญ่เยิ้ม” ได้ยินชื่อและตำแหน่ง สิ่งที่ผมคิดคือผู้ชาย ตัวสูงๆ อารมณ์ดี ประมาณนั้น  ส่วนที่บ้านแกจะมีอะไรถึงกับต้อง “ห้ามพลาด” ผมไม่รู้ เพราะไม่ได้หาข้อมูลไป เราใช้เวลาประมาณหนึ่งรถตู้ก็จอดที่หน้าบ้านผู้ใหญ่เยิ้ม  บ้านหลังเล็กๆ แต่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รอบๆบ้านตกแต่งไปด้วยของโบราณมากมาย  และเมื่อเดินเข้าบ้านผมถึงกับตะลึง!!  โอ้ววววว มาย ก๊อด!! นี่มันกรุสมบัติโบราณชัดๆ  ลูกปัดโบราณเอย พระโบราณเอย สิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราณเอย มันเยอะมาก เยอะจริงๆ  ผมนี่แทบช็อกกันเลยครับ
                          ตั้งสติได้ก็เดินไปหยิบน้ำเย็นๆดื่ม เผือมันจะช่วยดับไฟในทรวงที่กำลังรุกรามจนทะลักออกมาทางแววตาผม ^–^   สักพักก็มีผู้หญิงตัวอ้วนๆ เดินออกมา ตัวของเธอเต็มไปด้วยลูกปัด พระ และของขลังอื่นๆ อีกมากมาย ผมนี่ถึงกับต้องอึ้งกิมกี่เลย เมื่อรู้ว่าเธอคือ “ผู้ใหญ่เยิ้ม” มันช่่างต่างกับสิ่งที่ผมคิดไว้มากมาย เธอแนะนำตัวแล้วก็พาพวกเราเข้าไปยังห้องอีกห้องหนึ่งที่อยู่ในบ้าน เธอค่อยๆ เปิดประตู ข้างในมืดมองไม่เห็นอะไรเลย และเมื่อเธอเปิดไฟ หลายๆ คน รวมถึงผมด้วย ถึงกับอ้าปาก ตาค้าง  ส่ิงที่เห็นก่อนหน้าดูจิ๊บๆไปเลยเมือเที่ยบกับสิ่งที่มีในห้องนี้
                           เมื่อทุกคนเข้าห้องครบ เธอก็บอกให้ปิดประตู จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องราว ความเป็นมา เกี่ยวกับตัวเธอ ลูกปัด  พระ  และส่ิงต่างๆ ที่เธอสะสมมา ตามด้วยเพลงเพราะๆ ที่เนื้อหาเต็มไปด้วยสาระ  แง่คิดดีๆ   และปิดท้ายด้วยการเซลล์ ซึ่งหลายๆคนก็ได้สิ่งที่ตัวเองชอบติดไม้ติดมือกลับบ้าน ผมก็ได้ครับไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นความเพลิดเพลิน แง่คิดดีๆ จากเธอ เธอผู้ที่ได้ชื่อว่า “ผู้ใหญ่เยิ้ม” ผู้หญิงธรรมดา ที่สะสมสิ่งที่ตัวเองมี และเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ จนกลายเป็น  “พิพิธภัณฑ์ลูกปัดโบราณ” โด่งดังไปทั่วประเทศ
                         กว่าจะเสร็จจากบ้านผู้ใหญ่เยิ้มก็ใกล้จะมืด เราจึงรีบนั่งรถไปเช็คอินที่โรงแรม “ขนอมโกลเด้นบีช”  และใช้เวลาเดินชิวๆ ริมหาดไม่นาน หลังจากนั้นก็ออกมาทานมื้อเย็นที่ “ร้านคุณลี่”  ร้านนี้จะเน้นเมนูที่ทำจากปลา ทางพ่อครัวเล่าให้เราฟังว่าปลาบริเวณอ่าวไทยจะเนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีมันน้อยกว่าทางอันดามัน กินแล้วไม่อ้วน ซึ่งเมนูที่ห้ามพลาดคือ  “แกงสัมโบราณ”  ซึ่งพี่ๆ ททท ก็จัดให้ชามเบ้อเร่อเลยครับ
                         อาหารพร้อม ข้าวพร้อม คนพร้อม ขบวนการสร้างภาพพร้อม  แช๊ะ แช๊ะ แช๊ะ!!!  เสียงชัตเตอร์ดังสนั่นอีกครั้ง จากนั้นก็ได้เวลาโซ้ยครับ ไม่นานทุกอย่างก็หายวับไปเหลือไว้เพียงเศษส่วนอันไม่พึงปรารถนาเท่านั้น หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน เคลียค่าเสียหายเสร็จก็กลับโรงแรมทันที  ถึงโรงแรมปุ๊บต่างคนต่างรีบแยกย้ายกันเข้าห้อง เป็นอันจบทริปวันแรกแบบแฮปปี้ๆ กันทุกคนครับ ^–^
                           “กริ๊งงง!!”  เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันถัดไป ผมนี่ใจแทบสลาย(เวอร์ได้อีก)  แอร์เย็นๆ ที่นอนนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ มันเป็นอะไรที่ยากมากที่จะต้องจากมันไป แต่เมื่อนึกถึงดวงอาทิตย์ดวงโตๆ ค่อยๆโผล่จากทะเล พร้อมกับแสงสีทองบนท้องฟ้า  มันก็ทำให้ผมกล้าที่จะหอบสังขารจากที่นอนมาทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว เสร็จกิจก็รีบแบกกล้องออกจากห้อง ก้าวแรกที่พ้นจากโรงแรม ความหวังพังทะลาย สิ่งที่คิด สิ่งที่ฝัน หายวับไปทันที มันน่าเศร้าครับ ฟ้าครึ้ม  ฝนทำท่าจะตกด้วย เอาไงดีหละ!! 55555++ ขำตัวเองแป๊บ  ไม่เป็นไร(ปลอบใจตัวเอง) ไปเดินเล่นริมหาดแก้เซ็งดีกว่า
                        หาดนี้ชื่อว่า “หาดหน้าด่าน” ครับ อดีตเคยเป็นท่าเรือสินค้าที่สำคัญ และเคยเป็นตลาดค้าขายกันมานับร้อยปีเพิ่งจะยกเลิกไปไม่นาน จากจุดที่ผมอยู่หน้าโรงแรม มองไปทางทิศใต้หาดจะยาวไปจนจรดภูเขาซึ่งไกลมาก ส่วนทางทิศเหนือจะมองเห็นคล้ายๆ สะพานอยู่ไกลๆ   ทรายที่นี่จะเป็นสีขาวแต่ไม่ถึงกับขาวมาก ละเอียด นุ่ม  บริเวณหาดสะอาด ร่มรื่น เย็นสบาย  ส่วนน้ำทะเลก็ใส คลื่นก็ไม่แรง เหมาะที่จะเล่นมาก ๆครับ ชิวๆสักพัก แสงสวรรค์ก็ปรากฎผมนี่อยากจะกรี๊ดดังๆให้ลั่นหาดเลยครับ  รีบหามุมที่ชอบ กดชัตเตอร์รัวๆ จากนั้นก็กลับเข้าโรงแรม กินมื้อเช้า และลากกระเป๋ามานั่งรอรถ
                              เช็คเอ้าท์ครบ ก็ได้เวลาไปดู “โลมาสีชมพู” นั้งรถแป๊บเดียวก็ถึงท่าเรือ เจอลุงไกด์ก็แนะนำตัวกันบลาๆ  จากนั้นลุงไกด์ก็บอกให้ทุกๆคนใส่ชูชีพ เพื่อความปลอดภัย ถ้าใครไม่ใส่แกไม่ให้ลงเรือครับ  นั่งเรือไม่ถึง 10 นาที น้องๆโลมา ก็มาเล่นน้ำโชว์ สวยงามมาก น่ารักเวอร์ มีหลายตัวด้วย เสียดายมันไม่ยอมให้เข้าใกล้ เลยอดได้ภาพสวยๆ มาฝากครับ
                            โลมาสีชมพู ถือว่าเป็นพระเอกของทะเลขนอม และถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนครอีกอย่าง  เพราะมีเพียงแห่งเดียวในไทย ถ้าอยากเห็น อยากดู ต้องมาที่เมืองนครเท่านั้นครับ
                            อิ่มอกอิ่มใจกับโลมาสีชมพู ( ผมนี่แทบอ๊วก  55555++ เมาเรื่อครัช )  เราก็ไปต่อที่ “หินพับผ้า” ใช้เวลานานพอสมควรเรือของเราก็วิ่งผ่านเกาะนุ้ย  สักพักก็ถึง หินพับผ้า ซึ่งมีลักษณะเป็นหินวางซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆ คล้ายๆกับผ้าที่พับเรียงกันไว้ มันเป็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในโลก จึึงเป็นอีกหนึ่ง Unseen  ที่ห้ามพลาดเมื่อมานครครับ
                           เก็บภาพความประทับใจ พร้อมกับเรื่องราวดีๆ ของหินพับผ้า แล้วเราก็นั่งเรือวนกลับมา “เกาะนุ้ย” เพื่อขึ้นไปไหว้ขอพรหลวงปู่ทวด บนเกาะนอกจากรูปปั้นของหลวงปูทวดแล้ว เมื่อน้ำทะเลลดจะมีบ่อน้ำเล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์และน่าเหลือเชื่อมากที่น้ำในบ่อนั้นเป็นน้ำจืด ตำนานเล่าว่าบ่อน้ำจืดนี้เป็นจุดที่หลวงปู่ทวดท่านห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเล ขณะที่เรือหยุดพักเพราะคลื่นทะเลปั่นป่วน ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ และน้ำทะเลตรงนี้ก็กลายเป็นน้ำจืด ซึ่งเป็นที่มาของ “หลวงปูทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ครับ
                  ไหว้หลวงปูทวดเสร็จลุงไกด์ก็เล่าประวัติ เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกาะนุ้ยและหลวงปูทวดให้ฟัง ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งฟังอย่างตั้งใจ ท้องฟ้าก็ปั่นป่วน มืดครึ้มอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลมพัดอย่างแรง ฝนทำท่าจะตก พวกเราก็รีบลงจากเกาะทันที พอถึงเรือหางยาวทุกคนก็ทยอยกันลง ลงยังไม่ครบทุกคนฝนก็ตกอย่างแรง เปียกกันถ้วนหน้า ฉุ่มฉ่ำกันทุกคน ถือเป็นการฉลองสงกรานต์เบาๆจากสวรรค์ครับ 55555++
                         จากนั้นเรานั่งเรือเข้าฝั่งและไปกินมื้อเที่ยงที่ร้าน “ครัวตังเก”  ซึ่งอยู่ริมคลองขนอม เป็นเรือนไม้สร้างยื่นไปในคลอง สวยงาม บรรยากาศชิวดี เช่นเคยครับ พี่ๆ ททท จัดชุดใหญ่มาเพียบเลย แต่คราวนี้ขบวนการสร้างภาพ หิวจัด สร้างภาพกันคนละภาพสองภาพก็โซ้ยกันเลย อึดใจเดียวเกลี้ยง 55555++ อ้อลืมบอก ขณะที่เรากินข้าว ฝนก็ตกปรอยๆ เรื่อยๆ  บรรยากาศดีมาก น่านอนฝุดๆ ยิ่งกินอิ่มๆ  พูดเลย ถ้าได้สักงีบ จะฟินมาก
                            จ่ายค่าเสียหายเสร็จทุกคนก็รีบขึ้นรถ หาที่หลับ ที่นอน เอาที่ตัวเองสบาย ยิงยาวเข้าเมืองนคร ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือ “วัดพระมหาธาตุวรวิหาร” นานพอสมควรกว่าจะถึง ทันทีที่รถจอด ทันทีที่ลงรถ ทันทีที่มองเห็นพระธาตุ มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด มันไม่ใช่อย่างที่ผมจินตนาการ มันไม่เหมือนภาพนิ่งๆที่ผมเคยเห็น ที่นี่มันมีชีวิตชีวา ที่นี่มันมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่นี่มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจน่าติดตาม  และที่สำคัญมันดูยิ่งใหญ่มาก ขอบอก 
                             พระธาตุ หรือวัดพระมหาธาตุวรวิหาร เป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนคร และชาวใต้ สัญลักษณ์สำคัญ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ มียอดเจดีย์หุ้มด้วยทองคำแท้ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า องค์พระธาตุไม่มีเงาแสงอาทิตย์ตกกระทบพื้นในทุกๆ ทิศทาง เป็น 1 ใน Unseen ของเมืองไทย พระธาตุองค์ใหญ่มีองค์เจดีย์เป็นบริวารรายล้อมอีก 149 องค์ ซึ่งไม่เหมือนวัดใดเช่นกัน วัดพระธาตุตั้งอยู่ที่ ถ.ราชดำเนิน อ.เมืองนครศรีธรรมราช เขาว่ากันว่าใครที่มาอธิษฐานจิตของสิ่งใดด้วยความเชื่อและศรัทธาหมดหัวใจ มักจะสมหวัง ประสบความสำเร็จตามที่อธิษฐานทุกคนเลยครับ
                                 เสร็จจากไหว้พระธาตุเราก็ไปเช็คอินที่โรงแรม “ทวินโลตัส”  ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่บนถนนพัฒนาการคูขวาง ถ.อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ห้องพักโอ่โถงสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องคาราโอเกะ Fitness สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ หัองสนุ้กเกอร์ ห้องนวดแผนไทย ทริปนี้เราจะพักที่นี่ 2 คืนครับ เก็บของกันเรียบร้อย พักผ่อนต่ออีกนิ๊ดหนึ่งพอได้หายเหนื่อย เราก็ออกไปทานมื้อเย็นกันครับ
                                 สำหรับมื้อเย็นวันนี้เราไปกินกันที่ร้าน “ชายเลซีฟู๊ด” ซึ่งบรรยกาศดีมาก ในร้านเต็มไปด้วยลูกค้ามากมาย ส่วนอาหารจานเด็ด ก็ตามชี่อร้านเลยครับ อาหารทะเลสดๆ  เช่น หมึกศอกทอดกระเทียมตัวใหญ่ๆ  กุ้งอบวุ้นเส้นตัวโตๆ  ปูนึ่งตัวเบ้อเร้อ แซบเวอร์ทุกเมนู  ส่วนของหวานก็ให้เลือกหลากหลาย แต่ที่ทำให้ผมอึ้งคือ ข้าวเหนียวมะม่วง วางปุ๊บ ไม่เกินหนึ่งนาทีเกลี้ยงปั๊บเลย 55555+++ ทุกคนลงความเห็นว่าอร่อยเวอร์ครับ
                             ยัง!!..ยังไม่พอครับจากชายเลซีฟู๊ด เราก็ไปตะลอนชิมอีกหนึ่งไฮไลท์ของเมืองนครนั้นคือ “โรตี” แน่นอนร้านที่ขึ้นชื่อ มีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วเมืองนครจะเป็นร้านไหนไปไม่ได้นอกจากร้าน “โรตีป้าหนอม” ซึ่งมีหลายสาขามาก กระจายกันทั่วเมืองนคร เราเลือกสาขา 1 ลูกค้าแน่นร้าน โต๊ะไม่ว่าง และลูกค้าต่อคิวยาวเหยียด ถ้าเรารอน่าจะนานหลายชั่วโมง ทางทีมงานเลยตัดสินใจพาไปเดินดูวัดพระธาตุในยามค่ำคืน ก่อน โดยหวังว่าดึกๆ ลูกค้าจะเบาบางลง และมีโต๊ะวางให้เราได้นั่ง
                                  ยามค่ำคื่นวัดพระธาตุดูสวยไปอีกแบบครับ เงียบ สงบ ร่มรื่น บรรยากาศ ชิวดีมากๆ เราใช้เวลาราวๆชั่วโมงกว่าๆ  ก็กลับไปร้านโรตีป้าหนอมอีกครั้ง สิ่งที่เราเห็นคือลูกค้ายังแน่นร้านเหมือนเดิม แต่คิวไม่เยอะ เรายืนรอสักพักก็ได้โต๊ะนั่ง  โรตีมีให้เลือกหลายแบบมาก ซึ่งนอกจากโลตีที่เป็นเมนูหลักแล้ว  ที่นี่ยังมีเครื่องดื่ม อาหารคาว อาหารหวาน ให้เลือกทานมากมาย เราเลือกแค่โรตี และเครื่องดื่ม เพราะซีฟู๊ดยังย่อยไม่หมดเลย 55555++
                               สำหรับมือนี้  หลังจากลิ้มรสโรตีป้าหนอมแล้ว เราก็กลับโรงแรม แยกย้ายกันพักผ่อน เอาแรงไว้ไปทริปพรุ่งนี้ต่อครับฝากติดตามตอนที่สองด้วยนะครับ สองวันสุดท้ายที่เมืองนคร ครับ

About the author

ตากล้อง ท่องเที่ยว

Leave a Comment

Shares
Loading...