ตากล้อง ท่องเที่ยว (SR) –>> Let’s go south นครศรีธรรมราช ตอนที่ 2

ชอบไหม?

                 เสียงนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือดัง ตอนตีห้า ผมนี่รีบรุก อาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวทันที เพราะมีนัดกับเหล่าบ๊อกเกอร์ขาลุยไปเก็บแสงเช้าที่วัดพระธาตุ แต่พอเดินลงมาหน้าโรงแรม ฝนตกครับ ทุกคนเงียบ และมองหน้ากัน แทบไม่ต้องพูดคำใดๆ เลยๆ  ทุกคนก็เข้าใจความหมายนั้น พร้อมกลับหันหลังกลับห้องพักของใครของมันครับ
                       ถึงห้องผมก็นั่งเล่นเน็ตต่อ ราวๆ 6 โมงเช้าก็ลงมากินมื้อเช้า มื้อเช้าของโรงแรม อาหารเยอะมาก ทั้งคาว หวาน อเมริกันเบรคฟาส  อาหารพื้นเมือง ที่ขึ้นชื่อๆ เต็มไปหมด รสชาติก็อร่อยครับ อิ่มเสร็จก็มานั่งรอเพื่อนร่วมทริปที่หน้าฟร้อนของโรงแรม
                        จริงๆ วันนี้เรามีทริปจะไป “น้ำตกพรหมโลก” แต่ฝนตกและฟ้าครึ้ม ทางทีมงานเป็นห่วงความปลอดภัย จึงเปลี่ยนทริปพาเราไปชม “พิพิธภัณฑ์เมือง” แทน ซึ่งพิพิธภัณฑ์เมือง เป็นแหล่งรวมรวมเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของเมืองนครในอดีต ที่นี่นำสื่อทันสมัยมาเป็นกลยุทธ์ในการบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเมืองนครศรีธรรมราช วิถีชีวิต ศาสนา การค้าขาย ทำให้เรื่องราวน่าสนใจ และเข้าใจง่าย ผมเดิน เดิน และเดินตามเข็มนาฬิกาไปตามอาคารต่างๆ จนครบทั้ง 4 อาคาร อาคารทั้งหมดถูกออกแบบให้เชื่อมถึงต่อกันเป็นทรงสี่เหลี่ยม คนตั้งชื่ออาคารเก่งมาก ตั้งได้เพราะ และคล้องจองกัน “อาคารเทิศไท้ราชินี วีระไทย รวมใจภักดิ์ นานัครส”  พิพิธภัณฑ์เมืองตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะสมเด็จฯ พระศรีนครินทร์ทุ่งท่าลาด อ.เมือง เปิดทุกวัน 9.00-17.00 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม และถ่ายรูปได้ ได้รูปได้นี่ชอบมาก ไม่พลาด ถ่ายกันซะ Memory เกือบเต็ม
                      เสร็จจากพิพิธภัณฑ์เมือง ก็ไปต่อกันที่ “พิพิธภัณฑ์หนังตะลุงสุชาติทรัพย์สิน” ตั้งอยู่ที่ ซ.ศรีธรรมโศก 3  “ลุงสุชาติ ทรัพย์สิน” ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินท้องถิ่นผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (ไทยแลนด์ทัวริสซึ่มอวอร์ด) ประจำปี 2539 รางวัลดีเด่นประเภทวัฒนธรรมและโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ของลุงสุชิต แบ่งออกเป็น 4 ส่วน เริ่มจากส่วนแรก คือ พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน และหนังตะลุงนานาชาติ ส่วนที่สองเป็นโซนร้านขายของที่ระลึก ส่วนที่สามเป็นส่วนการสาธิตการทำหนังตะลุง และสุดท้ายเป็นส่วนการจัดแสดงหนังตะลุง ซึ่งสนุกสนานมากแทบไม่อยากไปที่อื่นต่อเลยครับ
                      “ขึ้นรถได้แล้วนะคะ จะได้ไปที่ต่อไปค่ะ” เสียงที่คุ้นหูของคนคุ้นเคยดังขึ้น พวกเราก็รีบขึ้นรถเพื่อไปกินเมื้อเที่ยงครับ มื้อนี้เป็นร้านขนมจีนเมืองคอน ซอยพานยม ร้านดังประจำจังหวัดที่เจ้าหน้าที่ททท.แนะนำว่าต้องไม่พลาด มีน้ำยาให้เลือกเยอะมากจนคนหลายใจอย่างผมถึงกับเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว  ตอนที่ตักเข้าปากลิ้มรสชาติของขนมจีนผสมน้ำยา บอกได้คำเดียว ไม่ผิดหวัง รสชาติเข้มข้นตามแบบฉบับคนใต้ เส้นขนมจีนเขาก็ทำให้เห็นกันสดๆ ผักเพียบ คุ้มค่าจริงๆ
                      พออิ่มแล้วเราก็นั่งรถไปสำนักงาน ททท เพื่อไปดูของฝากสินค้าโอท้อปที่ถนนท่าช้างหลังสำนักงาน เราเดินออกจากสำนักงานไม่ถึง 5 ก้าวฝนก็ตกต้องรีบกลับเข้าไปหลบฝนที่สำนักงาน ฝนตกหนัก แรง และนานมากว่าจะหยุด ผมนี่หลับได้หลายงีบเลยครับ พอฝนหยุดเราก็ออกไปเดินใหม่ ที่นี่สินค้าที่ขายกันส่วนใหญ่เป็นเครื่องถมนคร ทั้งสร้อย แหวน กำไร พาน ขันและอื่น ๆอีกมากมาย สวยๆ งาม ๆ ทั้งนั้น  เดินดูกันได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับที่พัก เพราะต้องเตรียมตัวที่จะไปดูพิธีแห่งนางดานต่อครับ
                     หลังจากพักผ่อน อาบน้ำเปลี่ยนชุดกันแล้ว เราก็ไปรวมตัวกันที่ฟร้อนของโรงแรมและขึ้นรถไปดูขบวนแห่นางดาน “ประเพณีแห่นางดาน” เป็นประเพณีสำคัญของชาวนคร  เป็นส่วนหนึ่่งของประเพณี “ตรียัมปวาย” หรือ ประเพณี “โล้ชิงช้า” ที่พราหมณ์ในเมืองนครสมัยโบราณนับถือพระอิศวร ยึดถือปฏิบัติกัน  จัดเป็นประจำทุกวันที่ 14 เมษายนของทุกปี  นางดาน หรือนางกระดาน หมายถึง แผ่นไม้ที่แกะสลักเป็นรูปเทพ 3 องค์ตามความเชื่อของพราหมณ์ ได้แก่ พระอาทิตย์&พระจันทร์ พระแม่ธรณี และพระแม่คงคา สำหรับพิธีจะเริ่มจากการบวงสรวงพระอิศวร ณ ฐานพระสยม บริเวณตลาดท่าชี  จากนั้นจะตั้งขบวนแห่นางดาน ณ ฐานพระสยมเคลื่อนที่ไปยังสวนศรีธรรมาโศกราช ตามด้วยการแสดง แสง สี เสียง สุดอลังการ
                      การแสดงจะเริ่มจาก พราหมณ์จะอัญเชิญนางดานทั้งสามมายังเสาชิงช้าในหอพระอิศวร  เพื่อรอรับพระอิศวรที่จะเสด็จมาเยี่ยมโลก ณ เสาชิงช้า เมื่อพระอิศวรเสด็จลงมา จะมี “นาลิวัน” ซึ่งเป็นชายหนุ่มมาโล้ชิงช้าเพื่อทดสอบความมั่นคง แข็งแรงของโลก ถ้าชิงช้าไม่ขาดแปลวาโลกจะมั่นคงแข็งแรงเหล่าหนุ่มๆนาลิวันจะออกมา “รำเสนง” หรือรำเขาสัตว์ไปรอบๆขันสาครขนาดใหญ่ และปิดท้ายด้วยการใช้เขาสัตว์วักน้ำจากขันสาคร ซึ่งถือเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์  ก็เป็นอันจบครับ
                      กว่าการแสดงจะจบก็ปาเข้าไปราว ๆ เกือบห้าทุ่ม เราก็ต้องรีบไปกินมื้อเย็นครับ ซึ่งมื้อนี้เราฝากท้องไว้กับ “ร้านชาวเรือ”  ที่ถนนหลังเรือนจำเก่า พอไปถึงทุกคนรีบโซ้ยกันเลยครับ เพราะหิวมาก อาหารทุกอย่าง เย็นหมดสมกับเป็นมื้อเย็นจริง ๆครับ  กว่าจะอิ่ม  กว่าไปจะถึงโรงแรม กว่าจะทำธุระเสร็จก็เลยเที่ยงคืนไปแล้วครับ 55555++
                      มื้อเช้ามื้อสุดท้ายของทริป แม้จะเป็นที่เดิม แต่ขอบอกว่าอาหารไม่ซ้ำแน่นอนครับ เพราะมันมีให้เลือกหลากหลายจริงๆ กินสองมื้อยังไม่ครบทุกอย่างเลย เสร็จจากมื้อเช้า ก็เอากระเป๋ามาเช็คเอ้าท์ครับ ใจหายนิดๆ เมื่อคิดว่านี้คือมื้อสุดท้ายของเรากับเมืองนครครับ เมื่อทุกคนเช็คเอ้าท์เรียบร้อยคนคุ้นเคยกับเสียงคุ้นหูก็ดังอีกครั้ง   “ขึ้นรถได้แล้วนะคะ จะได้ไปที่ต่อไปคะ” ทุกคนก็รีบขึ้นรถทันที ที่แรกของทริปวันนี้คือ  “กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติหมู่บ้านคีรีวง”  มีจุดเด่น คือ ผ้ามัดย้อมที่ทำจากเปลือกไม้ธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า นับเป็นสินค้าโอทอปที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมืองนคร ที่นี่จะมีการสาทิตการมัดย้อมผ้า พร้อมๆกับให้พวกเราลงมือทำเอง และเก็บเป็นของที่ละลึกกลับบ้านครับ
                       จากนั้นเราก็ไปต่อกันที่  “กลุ่มสมุนไพรมังคุด”  จุดเด่น คือ การคิดค้นนำเปลือกมังคุดมาทำสบู่ มีคุณสนธยา ชำนะเป็นผู้บุกเบิก หลังจากผ่านการลองผิดลองถูกตลอด 1 ปีเต็ม ทั้งในเรื่องของคุณภาพ การตลาด บรรจุภัณฑ์ ในที่สุดก็สามารถให้กำเนิดสบู่สมุนไพรมังคุด คุณภาพดี ช่วยให้สิวอักเสบหาย หัวสิวแห้ง ใช้แล้วผิวไม่แห้ง จากจุดเริ่มต้นที่สบู่ก้อน ขณะนี้แตกออกเป็นสบู่เหลว และอีกหลายอย่างที่มีเปลือกมังคุดเป็นวัตุดิบหลัก เป็นสินค้าโอทอปที่น่าภูมิใจที่ส่งไปขายถึงประเทศญี่ปุ่น เช่นเคยครับ คุณลุงสนธยา ก็สาธิตวิธีทำสบู่จากเปลือกมังขุด พร้อมอธิบายขั้นตอนการทำ วัสดุ อุปกรณ์มีอะไรบ้าง แกเล่าละเอียดเลยครับ
                      จากกลุ่มสมุนไพรมังคุด ก็ใกล้จะเที่ยง ทางเที่ยมงานเลยพาไปกินมื้อเที่ยงที่เรือผักกูด ระหว่างทางเราแวะถ่ายรูปกับ “สพานบ้านคีรีวง” คลองท่าลี ที่ที่มีอากาศดีที่สุดในประเทศไทยครับ อากาศเย็นสบาย  ฝนตกปรอยๆ   ฟินเวอร์ครับ น่านอนฝุดๆ ถ่ายวิว ถ่ายหมู่ เซลฟี่ แป๊บเดียวเราก็ไปเรือนผักกูดต่อครับ
                       “เรือนผักกูก”  เป็นทั้งร้านอาหาร และรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายหมอก โรแมนติกที่สุด เป็นอุทยานอาหารผักพื้นบ้าน และรีสอร์ทแนวเกษตรเพื่อการท่องเที่ยวซึ่งได้น้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ เน้นพืชผักเพื่อสุขภาพ ปลอดสารพิษ ดอกไม้ทอด แหนมสดทอด เห็ดแครงทรงเครื่อง อร่อยทุกอย่าง ผักกรอบ และสดมาก นอกจากอาหารที่แสนอร่อยแล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องดืมเพื่อสุขภาพให้เลือกหลากหลาย เช่น น้ำอัญชัญ น้ำตระไคร้ น้ำใบบัวบก เป็นต้น ที่สำคัญเจ้าของร้านบริการดีมาก ประทับใจสุด ๆ อ้อลืมบอกครับอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ที่ผมสะดุดตามากๆ คือ ซาลาเปา ครับ ตกแต่งได้สวยน่ารักมาก แทบไม่กล้ากินเลย
                       กินมื้อเที่ยงอิ่มที่ต่อไปที่เราจะไปคือ “วัดธาตุน้อย”  ซึ่งอยู่ในกิ่งอ. ช้างกลาง เพื่อกราบนมัสการพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ สรีระของท่านหลังจากมรณภาพแล้วไม่เน่าเปื่อย และกลายเป็นหิน มีคำกล่าวยกย่องคุณงามความดีของพ่อท่านคล้ายของคนภาคใต้จากอดีตถึงปัจจุบันว่า “หากไม่นับหลวงพ่อทวด แห่งวัดช้างไห้แล้ว ก็มีพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์นี่แหล่ะเป็นที่สุด”
                      อำลาทริปที่ด้วยบรรยากาศชิวๆ  จิบน้ำชาร้อนๆ  ดื่มกาแฟหอมๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ล้อมรอบด้วยขุนเขาและสายหมอก ณ “จุดชมวิวที่เขาเหมนรีสอร์ท” อากาศเย็นสบาย  บนยอดเขามีหมอกปกคลุม สำหรับคนชอบเดินป่า ปีนเขา สามารถติดต่ออุทยานได้ครับ ข้างบนพี่ๆ ททท บอกว่าสวยเวอร์ ทางไม่ค่อยโหดเท่าไหร่ ใช้เวลาราวๆ  6 ชั่วโมงจึงจะถึงยอดเขา ที่สำคัญต้องกางเต้นท์นอนบนเขา 1 คืนครับ ไม่สามารถเดินไป-กลับได้
                       เราใช้เวลาที่นี่ราวๆชั่วโมงกว่า ก็กลับเพราะกลัวไม่ทันเครื่อง พอถึงสนามบินพี่ๆ ททท ก็บอร์ดดิ้งพาสให้ จากนั้นก็อำลาอาลัยพี่ ททท  ที่ประจำอยู่นครศรีธรรมราช และเข้าเกต เครื่องถึงดอนเมืองราวๆทุ่มครึ่ง กว่าจะรอรับกระเป๋า และต่อรถกลับห้อง ถึงห้องก็ราวๆ สองทุ่มครึ่ง ทริปนี้สนุกมากๆ  ประทับใจสุดๆ  ทำให้ผมได้อะไรหลายๆ อย่าง   ขอขอบ  เจ้าหน้าที่ททท.  นกแอร์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนดูแลผมเป็นอย่างดี ขอบคุณจริงๆ ครับ  “เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้” พบกันใหม่กับทริปหน้า สวัสดีครับ

About the author

ตากล้อง ท่องเที่ยว

Leave a Comment

Shares
Loading...