ตากล้อง ท่องเที่ยว (SR) –>> Let’s go south สตูล – ลังกาวี ตอนที่ 1

Let's go south สตูล - ลังกาวี
เปิดประสบการณ์ การท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน AEC ( สตูล - ลังกาวี)
ชอบไหม?
สตูล - ลังกา

สตูล – ลังกา

โอกาสดีๆ ผมเชื่อเสมอว่าหลายคนต้องการมัน บางคนใช้ความพยายามมากมายเพื่อให้ได้มา บางคนอยู่เฉยๆก็มีคนใจดีหยิบยื่นให้ ต่างกรรม ต่างวาระครับ สำหรับการเดินทางของ “ตากล้อง ท่องเที่ยว” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่รับได้โอกาสดีๆนี้จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนกแอร์ เพื่อร่วม “เปิดประสบการณ์ การท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน AEC  ( สตูล – ลังกาวี) ”  ก็ขอขอบคุณมากๆ ครับที่ให้ความไว้วางใจกับ “ตากล้อง ท่องเที่ยว”

กำหนดการเดินทาง 17 – 20 กรกฎาคม 2558 โปรแกรมทริปไปที่ไหนบ้าง อะไร ยังไง อย่ารอช้ารีบๆตามมา “ตากล้อง ท่องเที่ยว” จะพาไปครับ

17 กรกฎาคม 2558

เสียงนาฬิกาปลุกตอนตีสามต้องรีบแหกตาตื่น รีบทำธุระส่วนตัว จัดองค์ทรงเครื่องให้ไว เสร็จแล้วลากกระเป๋าใบงามๆ ( หนักเวอร์) ลงจากชั้น 4 กว่าจะถึงหน้าตึกก็ทำเอาหอบเหมือนกัน จากนั้นก็ใช้บริการ GrabTaxi เรียกอยู่นานกว่าจะมีคนรับงาน ปลายทางเป็นเสียงลุงแก่ๆ รับสาย เราก็จัดแจงบอกที่อยู่ เส้นทางอย่างเสร็จสรรพ ลุงบอกว่าอยู่ใกล้ๆ ไม่นานก็คงจะถึง  ที่เหลือเราก็รอ เวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ลุงยังไม่ถึง ซึ่งก็ใกล้จะถึงเวลานัดรวมตัวกันที่สนามบินดอนเมืองแล้ว เราก็โทรตามลุง ผลคือลุงเลยป้ายไปแล้วแต่ไม่ไกลเราก็บอกให้ลุงย้อนกลับมา จากนั้นประมาณ 5 นาทีรถแท็กซี่ก็มาจอดหน้าตึกเราก็รีบขึ้นไปและบอกให้ลุงรีบๆ จะไม่ทันเครื่อง ลุงก็เร่งสปี๊ดเต็มที่ สักพัก โทรศัพท์ดัง มองดูเบอร์ไม่คุ้น รีบรับทันที เสียงปลายทางช่างคุ้นหูเหลือเกิน “ลุงมาถึงแล้วแต่ไม่เห็นใครเลย”   งานงอกหละสิครับท่าน ขึ้นผิดคัน 55555++ รู้สึกผิดอย่างมากมาย ทำได้แค่ชี้แจงกับลุงหวังว่าลุงจะเข้าใจ แต่ลุงก็ไม่เข้าใจ กว่าจะได้วางสายจากลุงผมก็ถึงสนามบินพอดี

จ่ายค่าแท็กซี่เสร็จ ผมนี่เดินคอตกลากกระเป๋าเข้าประตูเลยครับ มองซ้าย-มองขวาหาเพื่อนร่วมทริป เจอกันทักทายกันบลาๆ และก็รอส่วนที่เหลือ เมื่อครบกันทุกคนแล้วทางทีมงาน ททท ก็พาไปเช็คอินและโหลดกระเป๋า จากนั้นก็เดินไปรอขึ้นเครื่องที่เกทซึ่งอยู่ไกลมากกกก ไกลจริงๆกว่าจะถึงเกทถึงกับเหงือกแตกกันเลยทีเดียว นั่งพักแป๊บไม่นานนางฟ้าชุดเหลืองก็เรียกขึ้นเครื่องครับ

นกขนม

นกขนม

นกชื่นใจ

นกชื่นใจ

หลังจากเครื่องไต่ระดับผ่านจุดวิกฤตแล้วเหล่านางฟ้าชุดเหลืองก็จะเสิร์ฟ “นกชื่นใจ”และ “นกขนม” ให้กับทุกๆคนไว้ทานรองท้อง  นกขนมอุ่นๆ ขนาดกำลังพอดี กลิ่นหอมฟุ้ง อร่อยมาก ทานชิวๆกับวิวสวยๆ ริมหน้าต่างฟินเวอร์ครับ การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาทีก็ถึงสนามบินหาดใหญ่ครับ

สนามบินหาดใหญ่

สนามบินหาดใหญ่

เดินออกจากเครื่องมาผ่านเกทแล้วหันกลับไปดูเครื่องอีกครั้ง  เออ…นกแอร์ลำนี้ลำใหญ่ไม่เล็ก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแหะ ที่สำคัญการการขึ้นและการลงกัปตันทำได้นิ่มมากรู้สึกชอบ ทัศนคติที่เคยมีกับนกแอร์เปลี่ยนเลยครับ

เมื่อได้รับกระเป๋าครบกันทุกคนแล้ว ก็ออกไปขึ้นรถตู้ที่ทาง ททท เตรียมไว้ จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ “ร้านโชคดีแตเตี้ยม สาขา 2”  ซึ่งอยู่ที่ถนนศรีภูวนารถ บริเวณ ป.ณัฐพล 3 เราจะไปกินมื้อเช้าที่นี่กันครับ นั่งรถแป๊บเดี่ยวก็ถึง รถจอดปุ๊บ ลงรถปั๊บรีบหาโต๊ะนั่งทันที่ อย่าช้าครับลูกค้าเขาเยอะมากพูดเลย

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

โชคดีแต่เตี้ยม สาขา 2

บักกุ๊ดเต๋ร้อนๆจากเตา พร้อมกับติ่มซำนานาชนิด มีให้เลือกหลากหลาย เลือกได้ตามใจชอบ อยากกินอะไรสั่งได้แต่อย่าลืมดูตังค์ในมือด้วยนะครับ เดี่ยวจะไม่พอจ่าย 555++ มื้อนี้เป็นอาหารมื้อแรกของทริปทางทีมงาน ททท จัดให้เพี๊ยบ แซบเวอร์บอกเลย สมแล้วที่เป็นตำนานแห่งความอร่อยครับ อ้อลืมบอกร้านเปิดบริการสองช่วงนะครับ ช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 06.30 น.-12.00 น. และช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 17.30 น.- 22.00 น. ครับ

ชำระค่าเสียหายเสร็จต่างคนต่างหอบท้องโย้ๆขึ้นรถหาที่หลับที่นอน จากนั้นก็ยิ่งยาวไป “ด่านสะเดา” เราจะไปต่อเรื่อที่ท่าเรือ “กัวลาเปอร์ลิส”  ข้ามไปเกาะลังกาวีกันครับ ซึ่งจริงๆแล้วตามกำหนดการเราจะไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ “ตำมะลัง” จังหวัดสตูล เพราะที่นั่นคนเข้า-ออกเมืองน้อยสะดวกสบายกว่าที่ด่านสะเดา แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงโลซีซั่นเรือที่จะข้ามไปเกาะลังกาวีมีแค่ 2 รอบซึ่่งรอบแรกเราไปไม่ทันแน่ๆ ถ้าจะไปรอบสองก็ต้องรอช่วงบ่าย ซึ่งนานทางทีมงานเลยตัดสินใจใช้บริการท่าเรือกัวลาเปอร์ลิสแทนเพราะมีเรือออกทุกๆชั่วโมงครับ จากด่านสะเดาใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงก็จะถึงท่าเรือกัวลาเปอร์ลิส ถ้ามาเองจะต้องมีรถส่วนตัวถ้าไม่มีรถส่วนตัวจะลำบากเพราะไม่มีรถสาธารณะไว้บริการ ดังนั้นแนะนำครับ สำหรับคนที่จะข้ามไปเที่ยวเกาะลังกาวีใช้บริการเรือที่ท่าลือตำมะลัง ดีที่สุดครับ

ท่าเรือ กัวลาเปอร์ลิส

ท่าเรือ กัวลาเปอร์ลิส

ท่าเรือ กัวลาเปอร์ลิส

ท่าเรือ กัวลาเปอร์ลิส

ราคาตั๋วเรือที่ท่าเรือกัวลาเปอร์ลิสจะอยู่ที่ 18 ริงกิต ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็จะถึงเกาะลังกาวี อย่างที่บอกเรือมีทุกๆชั่วโมงรอแป๊บเดียวเรือก็ออกแล้วครับ

ท่าเรือเกาะลังกาวี

ท่าเรือเกาะลังกาวี

ถึงแล้วววครับ “เกาะลังกาวี” มีเรื่อจอดเยอะแยะมากมาย คนก็เยอะด้วยครับ หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ออกไปขึ้นรถตู้ที่ทางไกด์สุดหล่อเตรียมไว้ และนั่งไปกินมื้อเที่่ยงที่ร้าน“NAGOYA PARADISE”  ไม่ใช่ร้านอาหารญี่ปุ่นนะครับ ชื่อญี่ปุ่นเฉยๆ แต่เป็นร้านอาหารไทย 55555++

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

NAGOYA PARADISE

                      สีสรรค์อาหารน่าทานมาก ส่วนรสชาติหลายคนบอกอร่อย สำหรับผมผมว่าธรรมดาเพราะรสชาติจืดไปหน่อยไม่จี๊ดจ๊าดเท่าไหร่ครับ ร้านเขาเปิดให้บริการสองช่วงเวลาคือ 7.30 น.- 15.00 น. และเวลา 17.00 น.-23.00 น. เวลาบ้านเขานะครับไม่ใช่เวลาบ้านเรา 55555++ อ้อต้องโทษด้วยที่ไม่ได้ถ่ายหน้าร้านมาให้ชม เลยเวลาอาหารเที่ยงมานานหิวจัดมือไม้สั่น สมองเบลอลืมครับ
                             เสร็จจากมื้อเที่ยง (หรือเปล่า) ก็ไปเช็คอินที่โรงแรม คืนนี้เราจะนอนที่ “โรงแรมอาเดีย (ADYA Hotel)”  ครับ เป็นโรงแรมเปิดใหม่ ตกแต่งสวยมากสำหรับผม ที่สำคัญวิวดีเวอร์ มีสระน้ำและห้องฟิตเนสด้วย ส่วนราคาก็ไม่แรงครับ
โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

โรงแรมอาเดีย

เก็บสัมภาระ ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็รีบลงมารวมกัน และไปต่อกันที่เคเบิ้ลคาร์ครับ ก่อนถึงเคเบิ้ลคาร์ทางไกด์จะจอดรถให้พวกเราชมเรื่อยอร์ช ซึ่งมีเรือสวยๆ งามๆเยอะมาก ดูๆไปก็คล้ายๆกับท่าเรือที่ภูเก็ตบ้านเราอารมณ์ประมาณนั้นครับ

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

ท่าจอดเรือยอร์ช

แดดร้อนมากกก ร้อนจริงๆครับ เดินเที่ยวกันแป๊บเดียวรีบชวนกันขึ้นรถและไปต่อทันที จากท่าเรื่อมาไม่ไกลรถก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นเขาเรื่อยๆ ระหว่างทางจะเจอฝูงลิงมากมายมารออาหารจากนักท่องเที่ยวเต็มถนนเลยครับ ผ่านฝูงลิงมาไม่นานก็ถึงหมู่บ้านโอเรียลเต็ล วิลเลจ เคเบิ้ลคาร์จะอยู่ในหมู่บ้านนี้ครับ

หมู่บ้านโอเรียลเต็ล วิลเลจ

หมู่บ้านโอเรียลเต็ล วิลเลจ

ลงรถได้เราก็ข้ามสะพานนี้เข้าหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านจะตกแต่งสวยงาม มีของเล่นมากมาย ร้านอาหาร  และก็มีสินค้าพื้นบ้านขายด้วย เราเดินชม เดินเก็บภาพแป๊บเดียวก็ไปเข้าแถวซื้อตั๋วเคเบิ้ลคาร์ สำหรับราคาตั๋วผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 35 ริงกิต ส่วนเด็กจะอยู่ที่ 25 ริงกิต ซึ่งจะได้นั่งเคเบิ้ลคาร์ และเข้าชมสกายโดมครับ

เคเบิ้ลคาร์

เคเบิ้ลคาร์

                           อ้อลืมบอกครับ เวลาเปิดให้บริการเคเบิ้ลคาร์ครับ
จันทร์ – พฤหัสบดีเวลา 10.00 น. – 18.00 น.
                                     เฉพาะวันพุธ เวลา 12.00 น. – 18.00 น.
                                     ศุกร์ , เสาร์ และ อาทิตย์ เวลา 9.00 น. – 19.00 น.
ตามมเวลามาเลเซียครับ
                            คนเยอะมาก รอนานมากด้วย กว่าจะถึงคิวเรา กว่าจะได้ขึ้นผมนี่ใจก็เต้นตุ๊มๆต่อมๆเลยครับ กลัวแต่ไหนๆก็มาแล้วก็ต้องลองขึ้นดูครับ เขาบอกว่าห้ามพลาด สำหรับ 1 กระเช้านั่งได้ 6 คน และแล้วก็ถึงคิวเราหลังจากรอมานาน ยอมรับว่าตื่นเต้นมากกกก บอกเลย
เคเบิ้ลคาร์

เคเบิ้ลคาร์

กระเช้าค่อยๆสูงขึ้น สูงขึ้น มองลงข้างล่างเสียวว๊าบบบบ  ไม่เป็นอันจะถ่ายรูปเลยครับ แต่มั่นใจได้ที่นี่เขามีช่วงเวลาซ่อมบำรุงที่แน่นอนและอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือได้มาตรฐานครับ (ไกด์บอก)  ไม่กี่อึดใจเราก็มาถึงจุดพักจุดแรกครับ จากจุดนี้จะสามารถมองเห็นวิวทะเล ท่าเรือเกาะลังกาวี และภูเขาโดยรอบสวยงามมาก อากาศเย็นสบาย หายร้อนเลยครับ

เคเบิ้ลคาร์ จุดพักที่ 1

เคเบิ้ลคาร์ จุดพักที่ 1

เคเบิ้ลคาร์ จุดพักที่ 1

เคเบิ้ลคาร์ จุดพักที่ 1

                            เต็มอิ่มกับการเก็บภาพ ชมวิว เซลฟี่กับจุดที่หนึ่งก็มาต่อแถวเพื่อไปจุดที่สองครับ สำหรับจุดที่สองจะอยู่สูงขึ้นไปอีก ด้านตะวันตกจะเป็นทะเลและถ้าฟ้าเปิดจะเห็นจังหวัดสตูลของประเทศไทยซึ่งห่างกันเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้นครับ
                             นอกจากจุดชมวิวที่สองแล้วยังมีสะพานที่เรียกว่า Hanging Bridge ซึ่งเป็นสะพานทอดยาวไปตามบุบเขาให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมความงามและสัมผัสบรรยากาศยอดเขามะจิงจั้งแบบใกล้ๆ ครับ น่าเสียดายตอนที่เราไปเขาปิดปรับปรุง เราเลยได้แค่มองตาละห้อยอยู่ไกลๆ ครับ เสียดายมาก
เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

ตอนแรกเราว่าจะรอดูดวงอาทิตย์ตกกันที่จุดที่สองเพราะเป็นจุดที่เห็นดวงอาทิตย์ตกได้ชัดเจนและสวยงามที่สุด แต่ขณะที่เรากับลังฟินกับจุดทีสองละอองหมอกฟรุ้งๆก็ค่อยๆ ลอยมาและหนาขึ้นเรื่อยๆ จนมองแทบไม่เห็นดวงอาทิตย์ ทางคณะเลยตัดสินใจชวนกันลงครับ บรรกาศตอนนั้นราวอยู่บนสวรรค์เลย หนาวด้วย

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

เคเบิ้ลคาร์ จัดพักที่ 2

                                 กว่าจะถึงคิวลง กว่าจะถึงข้างล่างก็เกือบมืดครับ จากนั้นก็ถ่ายรูปรวมเป็นที่ละลึกและก็ไปต่อกันที่ตลาดกั๊วะ ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งปลอดภาษีแห่งเดียวของประเทศมาเลเซียที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของกลับไปเป็นที่ระลึกเป็นจำนวนมากสินค้าทุกชนิดในตลาดกั๊วะถูกกว่าที่อื่นๆ ในมาเลเซียทั้งหมด สินค้าที่คนไทยนิยมซื้อ คือกระเป๋าเดินทาง ช็อคโกแลต กระเป๋าแบรนด์เนมเครื่องแก้ว และเครื่องดื่มประเภทเหล้า เหล้ายี่ห้อไหนดังๆที่นี่มีครับและที่สำคัญราคาถูกมากกก ถูกกว่าที่อื่นๆตั้งหลายเท่าพูดเลย
คืนนี้รู้สึกว่าเราจะได้แค่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซะส่วนใหญ่ ส่วนของฝากเดี่ยวพรุ่งนี้เราจะกลับมาอีกครั้งครับ ต้องขออภัยด้วยครับที่ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชม เกรงใจเจ้าของร้านครับ
                                   เสร็จจากตลาดกั๊วะเราก็ไปกินมื้อเย็นกันต่อครับ ขับรถวนหาร้านที่เปิดให้บริการตั้งนานกว่าจะเจอ เพราะช่วงที่เราไปเป็นวันฮายีรายอพอดี ร้านอาหารส่วนใหญ่จะปิด รวมถึงร้านที่ไกด์เคยพาลูกทัวร์มากินด้วย  เราได้ร้าน Restoran Kauboi อ่านว่ายังไงไม่รู้ครับเป็นภาษามาเลย์ เป็นร้านอาหารไทย เจ้าของพูดไทยได้ ลูกค้าแน่นร้านเอี๊ยด ไม่มีโต๊ะว่างเลย รอหลายชั่วโมงกว่าจะได้โต๊ะ ท้องผมนี่ร้องแล้วร้องอีก 55555+++
Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

Restoran Kauboi

                                        อันนี้สำคัญนำมาเตือนครับ สำหรับใครที่คิดจะไปกินร้านอาหารข้างทางอย่างเช่นร้านนี้ ก่อนกินอาหาร ไม่ว่าคุณจะปวดหนัก หรือปวดเบาห้ามเข้าห้องน้ำก่อนเด็ดขาด ผมเตื่อนคุณแล้วนะ  เพราะอะไรนะเหร๋อ?  เพราะว่ากฎหมายมาเลเซียห้ามร้านอาหารสร้างห้องน้ำครับ เขามองว่าไม่ถูกสุขลักษณะ แต่ทางร้านเขาบอกว่าเขาเห็นใจและเข้าใจลูกค้าเวลาปวด  เขาเลยสร้างห้องสี่เหลี่ยมให้ ไม่มีโถฉี่ ไม่มีชักโครก ใครอยากต่อยอดใคร อยากทำสถิติตรงไหนจัดได้เลย ที่เป็นแบบนี้เขาบอกว่าสะดวกในการทำความสะอาดและปกปิดเมื่อพอเจ้าหน้าที่มาตรวจครับ
                                          ส่วนรสชาติอาหาร กุ้งกรอบ กุ้งแช่น้ำปลา และหอยตลับผัดพริกเผาโอเคครับ ส่วนอื่นๆธรรมดา  กว่าจะอิ่มกันทุกคน กว่าจะได้กลับ ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้วครับ กลับถึงโรงแรม รีบอาบน้ำ รีบนอนเอาแรงไว้เที่ยววันถัดไปครับ
                   18 กรกฎาคม 2558
                                          ตื่นแต่เช้าเลยครับวันนี้ รีบทำธุระ อาบน้ำ จัดกระเป๋าแล้วก็ลากกระเป่าลงจากห้อง จากนั้นก็ไปกินมื้อเช้าครับ สำหรับอาหารเช้าของโรงแรมส่วนมากจะเป็นอาหารมาเลเซีย และก็มีพวกขนมปัง ไส้กรอก แฮม นม ประมาณนี้ ผมนี่กินได้แค่ ขนมปังกับไส้กรอก ส่วนอาหารมาเลเซียลองตักมาชิมอย่างละนิดอย่างละหน่อย ชิมไปน้ำตาไหลซิบๆ พูดเลยคิดถึงอาหารที่ไทยมากครับ 

กินเสร็จก่อนใคร คนอื่นยังไม่ลงมาก็เดินถ่ายรูปโรงแรมเรื่อยเปือยจากนั้นก็มานั่งเล่นเน็ตหน้าเคาน์เตอร์เหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงจะถึงเวลานัดเลยกลับขึ้นห้องไปนอนเล่นอีกแป๊บ นอนไปนอนมาเผลอหลับยาวเลย สะดุ้งตื่นอีกทีเสียงโทรศัพท์โรงแรมดัง ใช่แล้วครับเพื่อนร่วมทริปโทรตาม ลงไปถึงรถทุกคนรอเราคนเดียว ผมนี่อาย และรู้สึกผิดมาก ต้องขอโทษทุกๆคนจริงๆ ครับ

โปรแกรมแรกของวันนี้เราจะไปที่ “อุทยานแห่งชาติคิลิม”  เราจะไปดูปลาเสือแสนรู้ นกอินทรีโฉบเหยื่อ และภูเขารูปทรงแปลกๆ กันครับ ซึ่งจะต้องนั่งเรือไป เรือ 1 ลำนั่งได้ประมาณ 10 คน ส่วนค่าเรือคิดเป็นชั่วโมง เริ่มต้นที่ 250 ริงกิต นั่งเรือแป๊บเดียวก็ถึงจุดแรก นั่นคือดูปลาเสือแสนรู้ครับ จุดนี้จะเป็นกระชังปลาของชาวบ้านที่เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พระเอกของที่นี่คือปลาเสือ ความสามารถพิเศษคือเวลาเราเอาขนมปังแปะไว้ตามขอบกระชังเหนือน้ำมันจะพ่นน้ำใส่ขนมปังเพื่อให้ขนมปังหล่นลงน้ำแล้วกิน พ่นน้ำได้แม่นมาก โดนทุกดอก ยังกะจับวางพูดเลย นอกจากปลาเสือแล้ว ยังมีปลากระเบน แมงดาทะเล และปลาอื่นๆ อีกมากมายให้ได้ดูครับ

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

จากกระชังปลาก็ไปดูนกอินทรีต่อครับ ระว่างทางจะเห็นว่าป่าชายเลนที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก และเมื่อเรือเราไปถึงจุดดูนกอินทรีก็มีเรือลำหนึ่งไปถึงก่อนแล้ว และเขาได้เอาอาหารโยนลงน้ำไว้เรียบร้อยแล้ว พอเราไปถึงก็ดูได้เลย ไม่ต้องทำไรกดชัตเตอร์อย่างเดียวครับ นกอินทรีที่อาศัยอยู่ที่นี้จะเป็นนกอินทรีน้ำตาลแดง ปากขาว ซึ่งมีจำนวนมาก สมกับเป็นเกาะนกอินทรีจริงๆครับ ลีลาการโฉบเหยื่อ สวย สง่างามมาก

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

จากนกอินทรีก็ไปดูหินภูเขารูปทรงแปลกๆกันต่อ แล้วแต่ใครจะมอง จะจินตนาการเป็นอะไร หลักๆก็จะมี ภูเขาหินเด็กลอยคอในน้ำ ภูเขาหินรูปเต่า และภูเขาหินรูปผู้หญิงนอนหงายครับ

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

อุทยานแห่งชาติคิลิม

จากนั้นก็กลับขึ้นฝั่ง และก็นั่งรถไปต่อกันที่ “สุสานพระนางมัสสุหรี”   ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติและถวายความเคารพต่อพระศพของพระนางมัสสุหรีตั้งอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากเมืองกัวร์เพียง 12 ก.ม. เรื่องราวของหญิงสาวชาวไทยพื้นเพเป็นคนภูเก็ต แต่ครอบครัวได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่เกาะลังกาวี และพบรักกับชายสูงศักดิ์เนื่องจากเธอเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน จึงไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวฝ่ายชายคอยหาโอกาสกลั่นแกล้ง และถูกกล่าวหาว่ามีชู้ ถูกตัดสินประหาร ก่อนตายเธอได้สาปแช่งไว้ว่า ถ้าเธอเป็นผู้เป็นผู้บริสุทธิ์ เลือดที่ออกจากกายเธอจะเป็นสีขาวและสาปแช่งให้เมืองลังกาวีต้องพบกับความทุกข์ลำบากนาน 7 ชั่วอายุคน เรื่องนี้ผ่านมา 200ปีแล้ว แต่ยังเป็นที่กล่าวขาน มีผู้คนไปเยี่ยมชมสุสานอยู่เสมอ และล่าสุดทางการมาเลเซีย ได้เชิญทายาทรุ่นที่ 7 ของเธอซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยไปถอนคำสาปเมื่อไม่นานมานี้  หลังจากพิธีถอนคำสาปผ่านไปเกาะลังกาวีก็เริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆจนถึงปัจจุบันนี้ครับ

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

สุสานพระนางมัสสุหรี

อำลาสุสานพระนางมัสสุหรี ก็ไปซื้อของฝากกันที่ตลาดกั๊วะครับ จากนั้นก็ไปกินมื้อเที่ยงที่ร้าน “NAGO YA SEAFOOD”  ชื่อญี่ปุ่น แต่ขายอาหารไทยและอาหารจีนครับ ส่่วนรสชาติพูดเลยตั้งแต่กินอาหารที่ประเทศมาเลเซียมามีร้านนี้หละโอเครที่สุดแล้วครับ

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

NAGO YA SEAFOOD

กินอิ่มไกด์สุดหล่อ (หล่อจริงๆครับ) ก็พาเรามาส่งที่ท่าเรือเกาะลังกาวี จากนั้นก็ปล่อยให้เราเดินเก็บภาพ เดินเที่ยว เดินชมวิว ตามอัธยาศัย รอเวลาเรือออก สำหรับผมนี่เลยสัญลักษณ์ของเกาะลังกาวี รูปปั้นนกอินทรีน้ำตาลแดง ปากขาว ที่จตุรัสนกอินทรีครับ

จตุรัสนกอินทรี

จตุรัสนกอินทรี

จตุรัสนกอินทรี

จตุรัสนกอินทรี

                                  สำหรับเวลาเดินเรือจากเกาะลังกาวี ไปท่าเรือตำมะลัง จังหวัดสตูล มีบริการ 3 รอบคือ 9.30 น. ,13.00 น. และ 17.00 น. ตามเวลาประเทศมาเลเซีย ส่วนตั๋วเรือจะตกอยู่ที่ 27 ริงกิตครับ  และเวลาเดินเรือจากท่าเรือตำมะลัง ไปเกาะลังกาวีมีบริการ 3 รอบเช่นกัน คือ 09.30 น., 13.30 น. และ 16.00 น. ตามเวลาไทย  ราคาตั๋วจะอยู่ที่ 300 บาท
                               เมื่อใกล้เวลาเรื่อจะออกเราก็ไปลงเรือกัน จากนั้นโบกมือลาเกาะลังกาวี และมุ่งหน้าสู่ท่าเรือตำมะลัง จังหวัดสตูล  ทริปในวันนี้ยังไม่จบนะครับ หลังจากเรื่อถึงท่าเรือตำมะลัง ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง เราก็ขึ้นรถตู้เข้าเมืองและแวะกินมื้อเย็นที่ร้าน “น้องณี” พูดเลย อาหามื้อนี้ถูกปากที่ซู๊ดดด!!!  อร่อยมาก รสชาติถึงใจ แซบเวอร์ จัดหนักเลยครับมื้อนี้
ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ร้านน้องณี

ยังยังไม่หมดครับ เต็มอิ่มกับร้านน้องณีเราก็แบกท้องโย้ๆ ไปกินโรตีกับชาชักที่ร้าน “ขอบคุณสตูล” กันต่อครับ แบบว่าแต่ละคนกินข้าวอิ่มมาก เลยสั่งไม่กี่แผ่นมาแบ่งกันชิมกับชาคนละแก้วพอครับ จากนั้นก็ยิงยาวเข้าโรงแรม และแยกย้ายกันพักผ่อน รูปโรตีและโรงแรมที่เข้าพักขอเก็บไว้รีวิวตอนที่สองนะครับ สำหรับตอนแรกขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณที่ติดตามครับ

About the author

ตากล้อง ท่องเที่ยว

Leave a Comment

Shares
Loading...