Trip @ Kanchanaburi คนเดียวก็เฟี้ยวได้

ชอบไหม?

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากความผิดพลาดในการจองตั๋วเครื่องบินกลับหาดใหญ่ผิดวันเลยทำให้มีเวลาว่างอยู่กรุงเทพ 4-5 วัน ซึ่งก่อนเดินทางไปกรุงเทพได้โทรชวนเพื่อนไปเที่ยวกาญจนบุรีเพราะมันอยู่ไม่ไกลกับกรุงเทพมากนักใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงก็ถึงหากเดินทางโดยรถตู้หรือรถทัวร์ แต่ถ้าหากเดินทางโดยรถไฟใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง จึงคิดว่าจะเดินทางโดยรถตู้น่าจะสะดวกกว่าจากการอ่านรีวิวต่างๆๆที่มีการเดินทางไปกาญจนบุรี จังหวัดนี้ถือว่าเป็นจังหวัดที่น่าสนใจอีกหนึ่งจังหวัดซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากวางโปรแกรมเที่ยวไม่ถูกเลยทีเดียวอยากไปทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ สุสานทหารพันธมิตร ถนนปากแพรก ชุมชนเก่ากาญจนบุรี วัดถ้ำเสือ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์  น้ำตกเอราวัณ พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สะพานมอญ วัดบาดาล เจดีย์พุทธคยาและอื่นๆๆอีกมากมาย แต่ดูแล้วการเดินทางจะค่อนข้างลำบากมากหากไม่มีรถส่วนตัวเพราะสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะอยู่ห่างกันมากพอสมควร มาดูกันว่าการเดินทางครั้งนี้จะได้ไปที่ไหนบ้างจากที่กล่าวมาภายในเวลา 3 วัน 2 คืน แล้วเพราะอะไรถึงได้ออกเดินทางคนเดียว

เรื่องมีอยู่ว่าก่อนเดินทางไปกรุงเทพประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อนได้โทรมาบอกว่าลางานไม่ได้ ไปด้วยไม่ได้จริงๆๆ ตอนนั้นพูดอะไรไม่ออกบอกได้แค่ไม่เป็นไรไว้โอกาสหน้าก็ได้ ถอดใจแล้วว่าไม่ได้ไปแน่ๆๆ เพราะถ้าไปคนเดียวแม่คงไม่ยอมแน่ๆๆ พอไปถึงกรุงเทพทำธุระเสร็จเลยคุยกับพี่สาวที่อยู่กรุงเทพว่าอยากไปเที่ยวเมืองกาญพี่ว่างหรือเปล่าจะชวนให้ไปเที่ยวเป็นเพื่อนน้องหน่อย (แต่แล้วผลปรากฏว่าไม่มีใครว่างเลยในช่วงเวลานั้น) พี่บอกว่าไปเที่ยวเป็นเพื่อนไม่ได้แต่ไปส่งที่คิวรถได้และไปรับที่เมืองกาญกลับกรุงเทพได้เพราะพี่จะไปทำธุระที่เมืองกาญพอดีวันที่เราจะกลับจากเมืองกาญตามที่วางโปรแกรมไว้  จึงได้โทรคุยกับแม่อ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีกให้ไปเถอะนะแม่อยากไปจริงๆๆไปคนเดียวก็ไม่เห็นเป็นไรเลยให้ไปเถอะนะ และแล้วก็สำเร็จตามที่ตั้งใจแม่ยอมใจอ่อนอนุมัติให้ไป จึงได้โทรไปจองที่พักของแบมบูเฮาส์ไว้เพราะราคาถูกที่สุดแล้วในบริเวณที่ใกล้ๆๆกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว ราคาคืนละ 350 บาท/คืน

…วันที่ 1 การเดินทางเริ่มต้นขึ้น จุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี…

ประมาณ 8 โมงกว่าๆพี่ขับรถไปส่งขึ้นรถตู้แถวห้างฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต จัดการซื้อตั๋วรถตู้จากกรุงเทพไปกาญจนบุรีราคา 130 บาท รถตู้ออกประมาณ 9.00 น. (ตอนนั้นในใจก็แอบหวั่นๆๆกลัวๆๆนี่เป็นการออกเดินทางเที่ยวคนเดียวครั้งแรกที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะเจอกับอะไรบ้าง แต่เมื่อตัดสินใจจะไปแล้วก็ต้องไม่กลัว ต้องก้าวผ่านความกลัวนั้นให้ได้ บอกกับตัวเองเอาก็เอาลองดูสักตั้ง) ตอนนั่งบนรถตู้ดูวิวข้างทางตลอดไม่หลับจนถึงเมืองกาญ คนขับก็ถามว่าจะไปลงที่ไหนบอกไปว่าจะไปเที่ยวที่สะพานข้ามแม่น้ำแควพี่เค้าบอกว่างั้นลงตรงนี้แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างต่อไปเองนะน้อง (ลงรถแบบงงๆๆแล้วจะไปไหนต่อละคราวนี้) ถามคนแถวนั้นว่าจะไปสะพานข้ามแม่น้ำแควไปยังไง พี่เค้าก็ชี้ไปที่คิวมอเตอร์ไซด์รับจ้างแล้วบอกว่านั่งมอเตอร์ไซด์ต่อไปเลยน้องแล้วบอกเค้าว่าจะไปลงที่ไหนเดี๋ยวเค้าไปส่งเองแหละ (OK ตามนั้น จ่ายไปเบาๆ 40 บาท) เมื่อถึงที่พักก็จ่ายค่าห้องรวม 2 คืน 700 บาท มีอาหารเช้าบริการ แต่จะบอกว่าต้องใช้ห้องน้ำรวมค่ะ (เอาแล้วไงคราวนี้ห้องน้ำรวม คิดเสียว่ามาเข้าค่ายแล้วกันอาบน้ำข้างนอก ว่าแล้วทำไมค่าที่พักมันถูกจัง แต่ดีนะห้องน้ำ อยู่ใกล้กับที่พัก มีแยกห้องน้ำชาย/หญิง ห้องอาบน้ำ 1 ห้อง) ห้องพักเป็นแบบแพไม้ริมน้ำบรรยากาศดีอยู่มองเห็นรถไฟที่สะพานข้ามแม่น้ำแควด้วย

0.01 (4)
0.01 (1)

เมื่อนำของเข้าที่พัก กินข้าวที่ซื้อมาเสร็จแล้ว ได้เวลาถ่ายรูป ทริปนี้ภาพที่ได้ที่มีตัวเองอยู่ในภาพได้จากการใช้ขาตั้งกล้องและตั้งเวลาถ่ายรูปเองล้วนๆๆ แบบว่าใช้งานขาตั้งกล้องที่พามาได้คุ้มค่าสุดๆๆ เมื่อถ่ายรูปในที่พักเสร็จก็เดินออกไปที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อถ่ายรูปและนั่งรถไฟเล่นไป-กลับไม่ไกลจากสะพานข้ามแม่น้ำแควมากนักซื้อตั๋วเที่ยวละ 20 บาท

0.01 (5)

0.02

0.3

0.4 (1)

0.4 (2)

เดินเที่ยว ถ่ายรูปบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว จนเริ่มล้าจึงเดินกลับที่พักระหว่างทางจะผ่านหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงครามจึงแวะถ่ายรูปก่อน โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 40 บาท เรื่องราวที่จัดแสดงภายในมีเนื้อหาที่หลากหลาย ซึ่งถูกจัดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ ทั้งที่เกี่ยวโยงกับเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว และข่าวสารเรื่องราวสำคัญในแต่ละช่วงเวลา และแสดงสิ่งของจากสมัยสงครามโลก เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ทั้ง ปืน ดาบ มีด ระเบิด รวมถึงภาพถ่ายขาวดำ ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพของเชลยศึกสงคราม เครื่องบินรบ และเครื่องใช้เงินตราในสมัยนั้น

0.4 (4)

0.4 (5)

0.4 (6)

0.4 (7)

หลังจากแวะหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงครามแล้วก็เดินกลับที่พักเพื่อชาร์ตแบตเตอร์รี่กล้องถ่ายรูปให้พร้อมสำหรับตอนเย็นซึ่งวางแผนไว้ว่าจะไปแถวหน้าศาลหลักเมือง วัดถ้ำเสือก็อยากไปแต่ระยะทางห่างกันเยอะจึงได้ไปแค่ศาลหลักเมืองและผ่านสุสานทหารพันธมิตร (ไม่ได้แวะสุสานหรอกนะถ่ายภาพตอนนั่งมอเตอร์ไซด์นี่แหละเพราะถ้าแวะต้องจ่ายค่ารถเพิ่มอีกเลยไม่แวะดีกว่า Save Money ไว้ก่อน นั่งไป-กลับก็ 80 บาทแล้ว) สามารถขึ้นมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้ที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว

0.4 (8)

0.6 (2)

0.7

เมื่อกลับมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควก็ได้ไปปรึกษากับคุณลุงที่ขายตั๋วรถไฟเพื่อจะไปทางรถไฟสายมรณะ และถ้ำกระแซในวันพรุ่งนี้ ในใจคิดอยากจะไปอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ด้วยจึงปรึกษาคุณลุงแต่เมื่อปรึกษาคุณลุงแล้ว คุณลุงบอกว่าต้องนั่งรถเข้าไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ซึ่งระยะทางไกลพอสมควรต้องเลือกว่าจะไปทางรถไฟสายมรณะและถ้ำกระแซหรือจะไปอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ คุณลุงแนะนำว่าให้ไปทางรถไฟสายมรณะและถ้ำกระแซดีกว่าเพราะไม่ต้องลำบากเรื่องการเดินทาง (จึงตัดสินใจตามคำแนะนำของคุณลุง) จากนั้นก็เดินกลับที่พักก็อาบน้ำเลย ไม่กล้าอาบตอนค่ำๆๆ ยอมรับว่ากลัวไปหมดทุกอย่างโดยเฉพาะคน (ไม่ให้กลัวได้ไงผู้หญิงตัวคนเดียวพักคนเดียว ได้แต่ภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีอย่าได้มีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับลูกเลย) และแล้วก็ผ่านคืนแรกไปด้วยดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น

…วันที่ 2 การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง จุดหมายปลายทางอยู่ที่ทางรถไฟสายมรณะและถ้ำกระแซ…

เช้าวันที่ 2 เมื่อกินมื้อเช้าเสร็จก็ออกมานั่งรอรถไฟฟรีตั้งแต่ 9 โมง ที่สถานีสะพานแควใหญ่ใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำแคว กว่ารถไฟจะมาก็เกือบ 11 โมงแล้ว (เข้าใจแล้วทำไมผู้คนถึงไม่ชอบเดินทางโดยรถไฟฟรีเพราะสายเสมอต้นเสมอปลายจริงๆๆ แต่ก็เอาเถอะเพื่อแลกกับการได้ชมธรรมชาติข้างทางมันก็คุ้มค่าสำหรับการรอคอย)

page

ก่อนถึงทางรถไฟสายมรณะและถ้ำกระแซจะผ่านที่พักริมน้ำที่อยู่ใกล้ๆกับสวนไทรโยค รถไฟจะจอดบริเวณนี้ซึ่งมีป้ายเขียนว่าถ้ำกระแซ (อย่าเพิ่งลงนะเพราะยังไม่ถึงจุดหมายของเรา ตอนแรกก็เกือบไปแล้วชั่งใจอยู่นานต้องลงตรงนี้หรือเปล่าว่ะหรือว่ายังไง เลยถามคนที่นั่งข้างหน้าว่าถ้าจะไปทางรถไฟสายมรณะและถ้ำกระแซต้องลงตรงนี้หรือเปล่าค่ะ พี่เค้าบอกนั่งไปลงป้ายหน้านะน้อง เกือบไปแล้วเกือบจะต้องเดินหลายกิโลเพื่อไปยังทางรถไฟสายมรณะและถ้ำกระแซเสียแล้ว) เมื่อรถไฟออกตัวเดินทางไปยังป้ายหน้าจุดหมายที่รอคอยมาถึงแล้ว คนบนรถไฟต่างชูกล้องเพื่อเก็บภาพทางรถไฟสายมรณะเส้นนี้ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกทางรถไฟสายมรณะเพราะกว่าจะได้มาซึ่งทางรถไฟเส้นนี้ไม่ง่ายเลยทีเดียว เคยไปอ่านประวัติคร่าวๆทางรถไฟสายมรณะสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตามจริงแล้วต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี แต่กองทัพญี่ปุ่นใช้เวลา 14 เดือนในการก่อสร้าง ใช้เชลยศึกประมาณ 61,700 คน รวมแรงงานไทยและต่างชาติอีกจำนวนมาก ด้วยความเร่งรีบและสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย ทำให้นับหมื่นชีวิตล้มตายลง จึงมีคำเปรียบที่ว่า “หนึ่งชีวิตเท่ากับหนึ่งไม้หมอนบนทางรถไฟ”

0.10.2
0.11 (3)

เมื่อผ่านทางรถไฟสายมรณะแล้วจะถึงถ้ำกระแซซึ่งภายในมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา “ถ้ำกระแซ” เป็นอีกหนึ่งถ้ำประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสงครามโลกครั้งที่ ๒ เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ติดกับบริเวณการสร้างเส้นทางรถไฟที่เป็นช่วงหน้าผาพอดี ซึ่งเป็นจุดที่สร้างยากและยังเชื่อกันว่าจุดนี้ เป็นจุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟ ในอดีตเชื่อกันว่าเคยเป็นที่พักของเชลยศึกเมื่อครั้งสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะจากไทยไปพม่า

page 2

0.12 (2)

หลังจากชมวิวและถ่ายรูปเสร็จแล้วเริ่มหิวแล้วเลยไปหาของกินรองท้องก่อนรถไฟจะกลับมา ที่นี่มีร้านค้า ร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นหลากหลายประเภทให้เลือกซื้อสามารถเดินชม เดินช็อปในระหว่ารอรถไฟกลับมาจากสถานีสุดสายซึ่งก็คือน้ำตกไทรโยคน้อย ช่วงเวลานี้ก็ได้แต่ รอ รอ รอ รถไฟกลับมาใช้เวลานานมากพอสมควรประมาณ 1-2 ชั่วโมงเลยทีเดียว แนะนำว่าควรพกหนังสือไปอ่านหรือฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายไปก่อนระหว่างรอหรือจะถ่ายรูปให้เต็มที่ไปเลย และแล้วสิ่งที่รอคอยก็มารถไฟมาแล้วได้เวลากลับแล้ว

0.12 (3)

0.15

ถ่ายวิวไปเรื่อยๆๆ แต่เอ๊ะแถมนายแบบมาด้วยเสียงั้นว่าแต่นายแบบก็หล่อดีนะ เสียดายเพิ่งเห็นตอนจบทริปนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นคงได้ทำความรู้จักสักหน่อย (555++ มโนไปเรื่อย) หลังจากนั้นเมื่อกลับมาถึงที่พักรู้สึกล้ามาก วันนี้อาบน้ำเร็วกว่าเมื่อวานอีก เมื่อกินข้าวเรียบร้อย ก็นอนพักผ่อนเลย คืนนี้ความกลัวหมดไปเพราะหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้สึกอีกทีก็เสียงนาฬิกาปลุกดัง 5.30 น.

…วันที่ 3 การเดินทางกลับกรุงเทพ…

อาบน้ำตั้งแต่ตี 5.30 เพราะพี่สาวจะมารับประมาณ 6.00 น. เตรียมตัวเสร็จก็ถ่ายรูปบรรยากาศเล่นไปก่อนระหว่างรอ

0.16

…การเดินทางครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้หลายๆๆอย่าง เรียนรู้การใช้ชีวิตคนเดียว (มันทำให้เราได้รู้ว่าบางครั้งคนเราไม่จำเป็นต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลาต้องหัดใช้ชีวิตเองบ้างภูมิคุ้มกันชีวิตจะได้แข็งแกร่ง) เรียนรู้การออกไปเผชิญโลกกว้าง (ก้าวผ่านความกลัว ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วมันจะทำให้ครั้งต่อไปเรามีความกล้ามากกว่าความกลัว) อยากให้ทุกคนได้ลองทำดูสักครั้งในชีวิตจะรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าดี…

 

ลาไปด้วยค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางทริปนี้

ค่ารถตู้กรุงเทพ-กาญจนบุรี 130 บาท

นั่งรถไฟเล่นที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว 20 บาท

รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปที่พัก 40 บาท

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงคราม 40 บาท

รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปศาลหลักเมืองไป-กลับ 80 บาท

ค่าห้อง 2 คืน 700 บาท

ค่ากิน 200 บาท

รวมทั้งหมด 1,210 บาท

About the author

Nok

1 Comment

Leave a Comment

Shares
Loading...