ทุกช่วงเวลากำลังเดินช้าลงเมื่อมีความสุขอยู่ ณ ที่แห่งนี้..Coro Field

Coro Field
ชอบไหม?

37

คราวนี้มีโอกาสได้มาเยือนฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่นแนวออแกนิกส์น่ารักๆที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้อย่าง CORO Field กันค่ะ38

ฟาร์ม CORO Field แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรแนวใหม่ท่ามกลางธรรมชาติในใจกลางสวนผึ้ง ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของสองพี่น้องหนุ่มไฟแรง คุณพอร์ท และ คุณพีท ที่ต้องการปฎวัติการเกษตรรูปแบบเก่าโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เข้าสู่ความเป็นไลฟ์สไตล์การเกษตรรูปแบบใหม่ (Lifestyle Farming) ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การการปลูกแต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อีกด้วย ทำให้ทุกคนที่มาได้มีความสุขกับช่วงเวลาที่เดินช้าแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข และสนุกเพลิดเพลินภายในสนามสีเขียวของ CORO Field กันค่ะ69

ที่ตั้งของฟาร์ม CORO Field
– ตั้งอยู่บริเวณริมถนนราชบุรี-ผาปก ในอำเภอสวนผึ้ง ราชบุรี จุดสังเกตง่ายๆหากมาจากกรุงเทพฯเมื่อเข้าเขตอำเภอสวนผึ้งจะมีป้ายใหญ่ๆของ CORO Field ตั้งอยู่ริมถนนซ้ายมือเลยค่ะ เราสามารถจอดหาที่จอดรถหน้าฟาร์มได้เลยสะดวกดีค่ะ

เวลาเปิด-ปิด ของฟาร์ม CORO Field แบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้
– วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เปิดให้บริการเวลา 09.00 – 18.00 น.
– วันศุกร์ – วันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 08.30 – 21.00 น.

และบนพื้นที่สีเขียวภายในฟาร์มแห่งนี้จะมีคนสวนเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่ๆที่ชื่อว่า “โคโรโระคุง” อยู่ในแต่ละโซนด้วยท่วงท่าที่น่ารักๆแบบไม่ซ้ำกัน53

จนกลายเป็นเอกลักษณ์ความน่ารักของฟาร์มแห่งนี้ไปแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพน่ารักของโคโรโระคุงมาฝากกันค่ะ47

ครั้งนี้เราจะพาไปชมกิจกรรมหลักๆที่จัดขึ้นในแต่ละโซนกันค่ะ มีทั้งกิน เที่ยว ปลูก เก็บเกี่ยว และตกแต่ง เรียกได้ว่าการไปเที่ยวสวนผึ้งครั้งนี้ใช้เวลาอยู่ในฟาร์มทำกิจกรรมเหล่านี้อย่างเพลิดเพลินทั้งวันเลยค่ะ

ภายในฟาร์ม CORO Field จะแบ่งออกเป็นโซนหลักๆทั้งหมด 5 โซนดังนี้
1. Coro Me

51

เริ่มแรกกับโซนกิจกรรมที่เน้นให้เรามีส่วนร่วมในการตกแต่งต้นไม้ในสไตล์ที่เราชอบอย่างมีศิลปะ เรียกว่า G.I.Y (Grow it Yourself) เริ่มแรกเลือกต้นไม้ที่เราชอบ60

หลังจากนั้นนำต้นไม้ที่เลือกไว้มาตกแต่ง โดยส่วนนี้จะมีทั้งอุปกรณ์และของตกแต่งให้เลือกมากมาย เช่น ตุ๊กตา ก้อนหิน เม็ดทรายสีๆ61

หลังจากตกแต่งเสร็จก็ต้องตั้งให้กับต้นไม้โดยเขียนใส่ในป้ายชื่อปักไว้กับต้นไม้ และเซ็นต์รับในใบรับอุปถัมภ์ต้นไม้ (ใบ Adopt) เพื่อเป็นการให้คำสัญญาว่าจะดูแลต้นไม้ต้นนี้เป็นอย่างดีก่อนนำกลับไปจากฟาร์ม กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ท้าทายต้องใช้ความครีเอทเข้ามาช่วยออกแบบตกแต่งต้นไม้ของเราให้ออกมาสวยงามค่ะ 52

นอกจากนี้ยังส่วนของ Gift Station ที่เป็นแหล่งรวมของฝากน่ารักๆให้เลือกสรรกลับบ้านได้ด้วยค่ะ62

2. Coro Garden
โซนถัดมาเป็นโซนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เราได้ร่วมสนุกในการทำกิจกรรมกับทางฟาร์ม Coro Field ซึ่งจะมีอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำขั้นตอนต่างๆอย่างใกล้ชิด โดยโซนนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม และแบ่งการเข้าชมเป็น 4 รอบใน 1 วัน ดังนี้
– รอบเวลา 10.00 น.
– รอบเวลา 11.00 น.
– รอบเวลา 13.30 น.
– รอบเวลา 14.30 น.

ใส่ชุดพร้อมเตรียมรวมกิจกรรมแล้วค่ะ50

ในโซน Coro Garden จะถูกแบ่งเป็น 2 โซนย่อยๆ คือ
– โซน Grow Zone เป็นโซนกิจกรรมการปลูกผักด้วยตนเอง ทางเจ้าหน้าที่จะให้เราสวมผ้ากันเปื้อนและมีกระเป๋าอุปกรณ์ที่ใช้ปลูกต้นไม้มาให้ ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการปลูกพืชและดูแลเบื้องต้นด้วยมือของเราเอง มีแผ่นป้ายอธิบายขั้นตอนแบบง่ายๆให้เราชมกันด้วยค่ะ

49

ผลงานการปลูกพืชของเรา สวยงามตามที่คาดหมายค่ะ48

– โซน Harvest Zone เป็นโซนกิจกรรมการเก็บผลผลิต หลังจากที่ทำการปลูกผักเสร็จเรียบร้อย คราวนี้ถึงเวลาเพลิดเพลินไปกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตกันค่ะ โดยทางเจ้าหน้าที่จะให้ชะลอมใบเล็กๆน่ารักๆกับเราคนละใบเพื่อใช้เลือกเก็บมะเขือเทศฮอนแลนด์ที่มีทั้งสีแดงและสีเหลืองกันตามใจชอบกันค่ะ35

ผลงานการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศของเราค่ะ36

ซึ่งพืชที่ปลูกในฟาร์มทั้งหมดนี้จะใช้น้ำแร่จากธรรมชาติในการปลูกทั้งหมด ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จากฟาร์มนี้มีความสด และความกรอบกว่าของที่อื่นๆทั่วๆไป54

และหลังจากพืชผลเจริญเติบโตเต็มที่จนพอเก็บเกี่ยวได้แล้ว ทาง CORO Field ก็จะนำผลผลิตที่ได้ในส่วนนี้ไปแจกจ่ายและแบ่งปันในกับโรงเรียน หรือสถานที่ต่างๆที่ต้องการขอรับบริจาค เพื่อเป็นการคืนประโยชน์ให้กับสังคมอีกด้วยค่ะ57

3. Coro Cafe
เป็นโซนคาเฟ่ร้านอาหารที่ใช้ผลผลิตส่วนใหญ่จากภายในฟาร์มมาปรุงอาหาร เป็นคาเฟ่ที่มีทั้งอาหารฟิวชั่น เครื่องดื่ม และของหวานไว้คอยบริการหลากหลายเมนู โดยแต่ละเมนูจะถูกคิดค้นและสรรสร้างโดยเชฟทีมชาติไทย เพื่อให้ตอบโจทย์ภายใต้คอนเซปต์การใช้วัตถุดิบภายในฟาร์มมาเป็นส่วนประกอบของอาหารในแต่ละเมนู ถือว่าค่อนข้างใส่ใจในทุกเมนูจริงๆค่ะ39

ซึ่งหลังจากทำกิจกรรมจากโซน Coro Garden เสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะได้ลิ้มลองความอร่อยในโซนคาเฟ่นี้แล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าเมนูที่ได้ทานไปนั้นมีอะไรบ้าง67

เริ่มแรกด้วยเมนูอาหาร มีทั้งหมดดังนี้65

– Melon Sesame Salad (145฿) เปิดเมนูแรกด้วยสลัดเมล่อนเซซามี่ เป็นสลัดเมล่อนและแตงโมที่เสิร์ฟมาเป็นคำๆสีสันสวยงามน่าทานในน้ำสลัดงาและท็อปปิ้งด้วยต้นอ่อนของทานตะวันและอัลมอนด์สไลด์1

ความหวานฉ่ำของเมล่อนและแตงโมช่างเข้ากันได้ดีกับน้ำสลัดงาที่ออกเค็มๆมันๆ ยิ่งทำให้ความหวานฉ่ำของเมล่อนและแตงโมเด่นชัดออกมาเลยค่ะ

2

– Melon Katsuo (145฿) เมล่อน คัตสึโอะ เมล่อนเนื้อหวานฉ่ำราดด้วย Soy Sauce ผสมกับ Maple Syrup ท็อปปิ้งด้วยปลาโอแห้ง ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนมากๆ พอได้ลองชิมถึงกับติดใจในเมล่อนที่หวานฉ่ำสามารถเข้ากันได้ดีกับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ถือว่าเป็นเมนูที่แปลกแต่อร่อยมากๆค่ะ3

โดยมีวิธีทานเมลอนที่ถูกต้องมาฝากกันด้วยค่ะ เริ่มแรกให้เลือกทานจากชิ้นตรงกลางไล่ไปยังชิ้นริม เพราะชิ้นกลางๆจะหวานที่สุด ทำให้เราคุ้นชินกับความหวานเมื่อทานไปเรื่อยๆ5

– Purple Japanese Wedges + 3 Homemade Dipping Sauce (95฿) มันม่วงญี่ปุ่นทอด เสิร์ฟมาพร้อมซอสโคโร 3 ฤดู ที่ให้เราเลือกดิปตามใจชอบ 13

มันม่วงเนื้อจะออกนุ่มๆ รสชาติจะออกหวานๆมันๆ12

– Carbonara Pasta topping Onzen Egg (195฿) พาสต้าคาโบนาร่าท็อปปิ้งด้วยไข่ออนเซ็นที่ไหลเยิ้มอย่างกับลาวา11

เส้นสปาเก็ตตี้นุ่มๆคลุกเคล้ากับครีมคาโบนาร่าและไข่ออนเซ็นได้อย่างลงตัว ทั้งเข้มข้นและหอมมันค่ะ9

– Marinated Pork topping with Crispy Garlic Rice (185฿) ข้าวหมูชาชูกระเทียม เมนูนี้ถือว่าค่อนข้างครีเอทมากๆค่ะแทนที่จะใช้เนื้อหมูแบบธรรมดา ก็มีการปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นชาชูแทน และเนื้อชาชูก็นุ่มละมุนเมื่อทานเข้าไปจะได้กลิ่นหอมของกระเทียมสอดแทรกอยู่ เป็นเมนูที่ทำออกได้อร่อยมากค่ะ64

– Marinated Pork Homemade Burger (185฿) เบอร์เกอร์โฮมเมดหมูชาชู7

เป็นเบอร์เกอร์สูตรพิเศษของทางร้านที่ด้านในสอดไส้ด้วยชาชูเนื้อนุ่มแทบละลายในปาก รสชาติกลมกล่อม ทานคู่กับมันม่วงญี่ปุ่น8

ส่วนเมนูถัดมาเป็นเมนูเครื่องดื่ม มีทั้งหมดดังนี้14

– Melon Creamcheese (95฿) โทมิเม่ลอน+ครีมชีส แก้วนี้จะออกหวานอมเปรี้ยมนิดๆ หอมกลิ่นเม่ลอนสดชื่นๆช่างเข้าได้ดีกับครีมชีส19

– Banana Passion (85฿) กล้วยหอมทอง + เสาวรส แก้วนี้แว่บแรกแอบคิดว่าเสาวรสกับกล้วยหอมมันจะเข้ากันได้จริงหรือ?!? พอได้ชิมถึงกับชอบ18

ตบท้ายด้วยเมนูของหวาน มีทั้งหมดดังนี้
– Rotee Island (185฿) โรตี ไอร์แลนด์ พอได้เห็นเมนูนี้ถึงกับร้องว้าวทันทีค่ะ เพราะเป็นเมนูโรตีที่ไม่ธรรมดา เสิร์ฟมาพร้อมผลไม้และซอฟเสิร์ฟทูโทนที่ผสมกันระหว่างรสนมฮอกไกโดและรสโยเกิร์ตเมล่อน17

เป็นเมนูของหวานที่น่าทานมากๆค่ะ พอได้ลองชิมก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ โรตีกับซอฟท์เสิร์ฟช่างเข้ากันได้อย่างลงตัวมากๆค่ะ15

– Hokkaido Milk Ice Cream (85฿) ซอฟเสิร์ฟรสนมฮอกไกโดเนื้อเนียนนุ่ม รสชาติหวานมันและกลมกล่อมกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมเมล่อนสดเนื้อหวานฉ่ำ สามารถทานได้เรื่อยๆโดยไม่รู้สึกถึงความเลี่ยน24

– Melon Yogurt Ice Cream (85฿) ซอฟเสิร์ฟรสโยเกิร์ตเมล่อนเนื้อเนียนนุ่มเช่นกัน แต่รสนี้จะออกเปรี้ยวๆหวานๆ และหอมกลิ่นเมล่อน ทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อเมล่อนสดที่เมื่อโดนความเย็นแล้วทั้งหวานทั้งกรอบเลยค่ะ23

– Coro Scone (145฿) สโคนชิ้นโตๆที่มีการนำเอามะเขือเทศอบแห้งเข้ามาผสมในสโคนด้วย และเพิ่มรสชาติความหวานด้วยการราดไซรัสมาบนสโคน แลดูสีสันสวยงามมากค่ะ แนะนำให้ทานคู่กับแยมเมล่อนจะอร่อยลงตัวเลยค่ะ21

โดยรวมอาหารของที่นี้ทำออกมาได้หน้าตาสวยงาม และรสชาติดีทุกเมนู แถมยังแฝงไปด้วยความครีเอทที่นำวัตถุดิบภายในฟาร์มมาประยุกต์ใช้เพื่อทำเป็นอาหารได้อย่างลงตัว ส่วนราคาก็ไม่ได้สูงจนเกินไปอีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในอาหารแถวสวนผึ้งที่ไม่ควรพลาดค่ะ

4. Coro House
หลังจากทานอาหารจนอิ่มท้องแล้วก็ถึงเวลาไปเยี่ยมชมโซนของโรงเรือน Green House ที่ใช้ปลูกพืชกันค่ะ30

เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากประเทศอิสราเอลเข้ามาดูแลทั้งหมด โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Coro Brain) ในการควบคุมดูแลภายในโรงเรือนโดยเฉพาะ รวมไปถึงการรดน้ำและการควบคุมอุณหภูมิด้วย บวกกับใช้น้ำแร่ธรรมชาติจากใต้ดินของฟาร์มแห่งนี้เข้ามาดูแลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเพลงบรรเลงในโรงเรือนให้พืชและผลไม้ในฟาร์มได้ฟังกันด้วยค่ะ ซึ่งมีการวิจัยออกมาแล้วว่าเสียงเพลงมีผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าค่อนข้างใส่ใจรู้ลึกรู้จริงๆในทุกขั้นตอนเลยค่ะ27

และอีกหนึ่งความน่ารักที่ประทับก็คือ การเรียกสรรพนามของพืชและผลไม้เหล่านี้ว่า “เค้า” แทนคำว่า “มัน” เพราะพืชที่ปลูกในฟาร์มล้วนแล้วปลูกด้วยความรักและความเอาใจใส่29

โดยภายในโรงเรือนแห่งนี้จะปลูกพืชหลักๆ 2 ชนิดคือ เมล่อน และมะเขือเทศ เรามาดูรายละเอียดของสายพันธุ์กันค่ะ
เมล่อนที่นำมาปลูกจะเป็นสายพันธุ์ฮอกไกโด ซึ่งมีทั้งหมด 2 สายพันธุ์ คือ โทมิ และโยชิ โดยมีรสชาติและความพิเศษที่แตกต่างกันออกไปดังนี้
– เมล่อนพันธุ์โทมิ (Tomi Melon) เปลือกมีลักษณะสีเหลืองทอง ด้านในเนื้อสีเขียว กลิ่นหอมอบอวล รสชาติเนื้อหวานกรอบสดชื่น
– เมล่อนพันธุ์โยชิ (Yoshi Melon) เปลือกมีลักษณะสีเขียว ด้านในเนื้อสีส้ม กลิ่นหอมนุ่มละมุน รสชาติเนื้อนุ่มหวานฉ่ำ
ซึ่งปกติระดับความหวานมาตรฐานของเมล่อนญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่ 17+ brix แต่เมล่อนของที่ฟาร์ม CORO Field แห่งนี้จะอยู่ที่ระดับ 18.5 brix กันเลยทีเดียว ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆค่ะ28

ส่วนมะเขือเทศที่นำมาปลูกจะเป็นสายพันธุ์ฮอนแลนด์ มี 2 แบบ คือ
– มะเขือเทศฮอนแลนด์สีแดง (Red Holland Cherry) ลักษณะลูกกลมๆ เปลือกบาง รสชาติหวานอมเปรี้ยวเข้มข้น เนื้อฉ่ำและกรอบนอก33

– มะเขือเทศฮอนแลนด์สีเหลือง (Yellow Holland Cherry) ลักษณะลูกเรียวยาว เปลือกหนา รสชาติหวานเหมือนผลไม้ เนื้อแน่นและกรอบนอก34

สำหรับคนที่ไม่ชอบทานมะเขือเทศแนะนำให้ทานแบบสีเหลืองค่ะ รสชาติจะออกเหมือนรสชาติผลไม้มากกว่าแบบสีแดง

5. Coro Market โซนนี้เป็นโซนสุดท้ายที่ได้เยี่ยมชมก่อนกลับ เป็นโซนจัดจำหน่ายสินค้าที่มาจากผลผลิตภายในฟาร์ม มีทั้งพืช ผลไม้สด และผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น  เช่น เม่ลอนฮอกไกโด, มะเขือเทศฮอลแลนด์, มันเทศญี่ปุ่น, ชา, แยมเมล่อน, น้ำสลัดต่างๆ ที่ให้เราสามารถเลือกซื้อกลับบ้านกันได้อีกด้วยค่ะ

– เมล่อนฮอกไกโด พันธุ์โทมิ (Tomi Melon) สีเหลืองทอง 46

– เมล่อนฮอกไกโด พันธุ์โยชิ (Yoshi Melon) เปลือกสีเขียว เนื้อสีส้ม44

– มะเขือเทศฮอลแลนด์ มี 2 แบบ คือ41

– มะเขือเทศฮอนแลนด์สีแดง (Red Holland Cherry) 42

– มะเขือเทศฮอนแลนด์สีเหลือง (Yellow Holland Cherry)40

– มันเทศญี่ปุ่น43

– แยมเมล่อน58

– น้ำสลัดชนิดต่างๆ59

ซึ่งหลังจากได้ลองชิมเมล่อนของที่ฟาร์มดูแล้วถึงกลับติดใจในความอร่อย ทั้งหวานทั้งหอม จนต้องซื้อกลับไปหลายลูกทีเดียวค่ะ

กว่าจะทำกิจกรรมครบทั้ง 5 โซนนี้ก็ใช้เวลาถึงช่วงพลบค่ำพอดีเลยค่ะ นับว่าเป็นทริปที่มีความสุข และสนุกสนานมากๆค่ะ

วันถัดมาก่อนกลับกรุงเทพฯ ยังต้องแวะกลับมาที่นี้อีกครั้งเพื่อหาอะไรทานเย็นๆก่อนกลับด้วยค่ะ32

2 เมนูเด็ดที่ติดใจ จนต้องแวะมาทานซ้ำ31

บอกตรงๆนะคะว่าเป็นการรีวิวที่ยากสุดๆ เพราะสิ่งที่ได้รับในฟาร์มแห่งนี้ช่างมีมากมายเกินที่จะบรรยายหรืออธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้หมด คงต้องท้าให้คุณลองมาสัมผัสดูด้วยตนเองแล้วคุณจะหลงรัก CORO Field แห่งนี้แน่นอนค่ะ68

ส่วนใครที่มีแพลนที่จะไปเที่ยวสวนผึ้งอยู่ในขณะนี้ ลองแวะไปเยี่ยมชมฟาร์ม CORO Field แห่งนี้กันดูนะคะ ทางฟาร์มเปิดให้เข้าชมได้ฟรีแต่หากต้องการทำกิจกรรมอาจมีค่าใช้จ่ายในแต่ละโซนค่ะ รับรองว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปทั้งสนุกทั้งเพลิดเพลินไปกับการทำกิจกรรมจริงๆค่ะ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับทุกช่วงเวลาที่เดินช้าลงเมื่ออยู่ ณ ที่แห่งนี้

About the author

Kinjub Kinjib

Kinjub Kinjib

Leave a Comment

Shares
Loading...