ตามหายักษ์วัดโพธิ์ตัวจริง กราบพระอกแตก ณ วัดโพธิ์

ชอบไหม?

รีวิวแรกของผมได้เขียนถึงวัดราชโอรสาราม ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ ไปแล้ว ต่อไปผมจะได้เขียนรีวิวถึงวัดประจำรัชกาลอีก ๘ รัชกาลที่เหลือ
ในครั้งนี้ผมจะได้เขียนถึงวัดที่เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งของไทย และเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ วัดนั้นก็คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ วัดโพธิ์ วัดนี้เดิมชื่อวัดโพธาราม มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อรัชกาลที่ ๑ ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธารามขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เสร็จแล้วทรงพระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส แล้วมาเปลี่ยนเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในสมัยรัชกาลที่ ๔

วัดโพธิ์แห่งนี้เป็นวัดที่ผมมีความทรงจำดี ๆ เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง คือผมเป็นคนชอบเที่ยววัดใช่มั้ย และวัดโพธิ์กับวัดพระแก้วเป็นวัดที่ผมไปบ่อยมาก ๆ แล้วตอนที่เรียนอยู่ปี ๑ อาจารย์สอนวิชามนุษย์กับสังคมให้พวกผมจับกลุ่มทำรายงาน จะเกี่ยวกับจิตอาสา หรือทำเกี่ยวกับพวกศิลปวัฒนธรรมก็ได้ ซึ่งกลุ่มผมก็เลือกที่จะทำเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม โดยได้มาทำการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่วัดนี้ และตอนที่อยู่ปี ๓ พวกผมมีเรียนวิชาวิจัย กลุ่มผมก็ทำวิจัยหัวข้อ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมาท่องเที่ยววัดไทยของชาวญี่ปุ่น ก็ได้รับความร่วมมือจากคนญี่ปุ่นในการทำแบบสอบถามงานวิจัยจนผ่านไปได้ด้วยดี แล้วก็ยังเคยพาอาจารย์ชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวถึง ๒ ครั้ง

มาเข้าเรื่องของวัดโพธิ์กันดีกว่า พูดถึงวัดโพธิ์แล้ว สิ่งที่พวกเรานึกถึงก็คงหนีไม่พ้น ยักษ์วัดโพธิ์ และผมเชื่อว่าหลายท่านมักจะเข้าใจผิดว่ายักษ์วัดโพธิ์ก็คือรูปปั้นหุ่นจีนหน้าตาขึงขังที่มักปรากฏตามสื่อต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ วันนี้เราจะได้ไปทำความรู้จักกับยักษ์วัดโพธิ์ตัวจริงเสียงจริงกัน

100947833
2554-12-31 (2)
2555-3-23
ก่อนทำความรู้จักกับยักษ์วัดโพธิ์ตัวจริง เรามาทำความรู้จักกับยักษ์หินที่เราเข้าใจผิดกันว่าเป็นยักษ์วัดโพธิ์มาตลอดกันก่อน หุ่นจีนเหล่านี้เรียกว่า ลั่นถัน ครับ นำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งในวัดก็มีอยู่หลายตนทีเดียว

100947960
ส่วนยักษ์วัดโพธิ์ตัวจริงอยู่ที่นี่ครับ บริเวณซุ้มประตูที่ประมณฑปซึ่งเป็นที่เก็บพระไตรปิฎก ปัจจุบันยักษ์วัดโพธิ์เหลืออยู่ ๔ ตน ซึ่งก็เป็นยักษ์จากเรื่องรามเกียรติ์นั่นเอง จากตำนานเรื่องท่าเตียนที่ว่ายักษ์วัดโพธิ์ตีกับยักษ์วัดแจ้งนั้น หลังทั้งสองยักษ์ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเตียนโล่งจนถูกเรียกว่าท่าเตียน ก็ถูกเทวดาสาปให้เป็นหินเฝ้าประตูวัดอยู่ถึงปัจจุบัน

2555-3-26 (10)
ตนสีแดงนี้ชื่อ แสงอาทิตย์ เป็นหลานของทศกัณฐ์

DSCF4983
สีเขียวตนนี้ชื่อ ขร เป็นน้องชายของทศกัณฐ์ และเป็นบิดาของแสงอาทิตย์

DSCF4986
สัทธาสูร เป็นกษัตริย์ครองเมืองอัสดงค์ และเป็นสหายของทศกัณฐ์ โดนหนุมานฆ่าตาย

DSCF4988
ไมยราพ ยักษ์ที่สะกดทัพและลักพาตัวพระรามไปยังเมืองบาดาล

จุดเด่นที่สุดของวัดโพธิ์ที่เชิญชวนให้คนเข้ามากราบสักการะกันมากที่สุด และมักปรากฏในแผ่นพับโฆษณาการท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็คือองค์พระพุทธไสยาส (เคยอ่านหนังสือของพระวัดโพธิ์รูปหนึ่ง ท่านกล่าวว่าคำว่าไสยาสต้องสะกดแบบนี้ เพราะถ้าเป็นไสยาสน์ จะเป็นการสนธิกับคำว่า อาสน์ ซึ่งหมายถึงนั่ง แต่นี่คือพระนอน) เป็นพระพุทธไสยาสที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร บริเวณที่เป็นพระวิหารพระนอนนั้น เดิมเคยเป็นวังของกรมหลวงนรินทรเทวี หรือพระองค์เจ้าหญิงกุ เป็นพระขนิษฐา (น้องสาว) ของรัชกาลที่ ๑

2555-3-14 (5)

DSCF2642

DSCF9089

DSCF4893
ตอนที่ผมไปสัมภาษณ์คนญี่ปุ่น ถามว่ามาดูอะไรที่วัดโพธิ์ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตอบว่ามาดูพระนอนองค์นี้ ซึ่งวัดโพธิ์มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

DSCF4898
พระวิหารพระพุทธไสยาส สำหรับท่านที่ไม่เคยไปนะครับ เวลาจะเข้าไปเราต้องถอดรองเท้าใส่ถุงของทางวัดหิ้วเข้าไปด้วย เวลาจะออกมาก็ต้องคืน

118382076
พระวิหารพระพุทธไสยาส มองจากด้านนอกวัด

วัดโพธิ์แห่งนี้เป็นวัดที่ได้รับฉายาว่าวัดที่มีเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย ก็จริงครับ มีเจดีย์เยอะมาก

118382030

118382050

ถึงจะมีเจดีย์มากมาย แต่เจดีย์ที่เด่นที่สุดมีอยู่ด้วยกันสี่องค์ เรียกรวมกันว่ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระเจดีย์ประจำของรัชกาลที่ ๑-๔

DSCF4969

จุดเริ่มต้นของการสร้างพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลนั้นก็มาจากตอนที่รัชกาลที่ ๑ ทรงขึ้นครองราชย์ ซึ่งขณะนั้น พระศรีสรรเพชญ์ พระพุทธรูปสำคัญที่ประดิษฐาน ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ในกรุงศรีอยุธยาถูกไฟเผาจนเหลือแต่โกลน (แกนขี้ผึ้งที่ใช้หล่อพระ) และรัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระราชดำริที่จะหลอมโกลนนั้นเพื่อหล่อเป็นองค์พระศรีสรรเพชญ์ขึ้นมาใหม่ แต่ก็มีคนทักว่าการเอาพระองค์พระมาหลอมใหม่มันไม่ดี ให้สร้างเป็นพระเจดีย์บรรจุโกลนขององค์พระแทนดีกว่า ภายหลังพระเจดีย์นั้นจึงมีนามว่า พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ ก็มาจากนามของพระศรีสรรเพชญ์ และถือเป็นพระเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงสร้างพระเจดีย์เพื่ออุทิศพระราชกุศลให้แก่รัชกาลที่ ๒ ซึ่งเป็นพระบรมราชชนก และสร้างขึ้นเป็นการส่วนพระองค์อีกหนึ่งองค์ ทำให้เกิดมีพระเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๒ ที่มีนามว่า พระเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน และพระเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๓ คือ พระเจดีย์มุนีบัตบริขาร

จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ที่จำลองแบบมาจากพระเจดีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัยที่อยุธยา และได้นามว่า พระเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย การสร้างพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลนี้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพราะไม่มีพื้นที่วัดพอที่จะสร้างแล้ว และทรงมีพระราชดำริว่ารัชกาลที่ ๑-๔ นั้นทรงเคยเห็นมาทั้งหมด จึงควรที่จะมีพระเจดีย์อยู่ด้วยกัน (รัชกาลที่ ๔ พระราชสมภพในสมัยรัชกาลที่ ๑ และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๖ พรรษา รัชกาลที่ ๑ ก็สวรรคต)

DSCF4970
(จากซ้าย) พระเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย ประจำรัชกาลที่ ๔,พระเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน ประจำรัชกาลที่ ๒,พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ ประจำรัชกาลที่ ๑,พระเจดีย์มุนีบัตบริขาร ประจำรัชกาลที่ ๓

ที่พระระเบียงรอบ ๆ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้หลายองค์มาก ซึ่งก็เป็นพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้มีการอัญเชิญเข้ามาบูรณะที่กรุงเทพฯ แล้วประดิษฐานบริเวณระเบียงคด

DSCF4961

DSCF4960

DSCF4962

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อมาวัดโพธิ์ก็คือ จารึกวัดโพธิ์ ที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลก ซึ่งจารึกเหล่านี้ รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้จารึกสรรพวิชาความรู้ ทั้งด้านวรรณคดี หรือจะเป็นการแพทย์แผนโบราณ ฯลฯ แล้วนำไปติดไว้ที่วัดโพธิ์และอีกหลาย ๆ วัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน ทำให้วัดโพธิ์ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย”

DSCF2656

DSCF2658

DSCF2664

DSCF2652

ทีนี้เราก็จะเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถกันบ้างครับ เป็นธรรมเนียมของการไปวัดทุกวัด

DSCF4945
พระอุโบสถหลังใหญ่มากจนกล้องผมเก็บไม่หมด

DSCF2667
พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธเทวปฏิมากร เดิมเคยเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดคูหาสวรรค์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร) เมื่อครั้งที่วัดยังมีนามว่าวัดศาลาสี่หน้า หลังจากที่รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้างวัดโพธิ์แล้ว ทรงทราบว่าพระประธานของวัดศาลาสี่หน้านั้นมีพุทธลักษณะที่งดงาม จึงได้อัญเชิญมาเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดโพธิ์แห่งนี้

DSCF2668
ที่ฐานขององค์พระประธาน เก็บพระสรีรางคารของรัชกาลที่ ๑ อยู่ด้วย

2555-10-6 (8)
กำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ มีภาพแกะสลักนูนต่ำเรื่องรามเกียรติ์อยู่ด้วย แต่มีพวกพ่อค้าแม่ค้าหัวใสบางคน จะเรียกว่าอะไรดี เหมือนก็อปปี้ภาพไปขายโดยการเอาวัตถุทาบลงไป ทำให้ภาพแกะสลักสึกกร่อนไปเรื่อย ๆ

วัดโพธิ์เป็นวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ครับ นอกจากพระอุโบสถแล้ว ยังมีพระวิหารทิศที่รายรอบพระอุโบสถอยู่อีกต่างหาก ในพระวิหารแต่ละหลังก็ประดิษฐานพระประธานที่ล้วนแล้วแต่มีพุทธลักษณะงดงามทั้งสิ้น

DSCF2685
พระวิหารทิศเหนือ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์นามว่า พระพุทธปาลิไลย ภิรัติไตรวิเวก เอกจาริกสมาจาร วิมุติญาณบพิตร เป็นพระพุทธรูปที่เพิ่งหล่อในสมัยรัตนโกสินทร์

DSCF2699
พระวิหารทิศใต้ ประดิษฐานพระประธานนามว่า พระพุทธชินราช วโรวาทธรรมจักร อัครปฐมเทศนา นราศภบพิตร อัญเชิญมาจากกรุงสุโขทัย มีปัญจวัคคีย์นั่งฟังธรรมอยู่

DSCF4911
พระวิหารทิศตะวันออก มุขหน้า ประดิษฐานพระประธานนามว่า พระพุทธมารวิชัย อภัยปรปักษ์ อัครพฤกษ์โพธิภิรมย์ อภิสมพุทธบพิตร ประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อัญเชิญมาจากเมืองสวรรคโลก ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปที่ชำรุดจากหัวเมืองเหนือเข้ามาบูรณะในกรุงเทพฯ ถึง ๑,๒๔๘ องค์ ทำให้หลายวัดในกรุงเทพฯ มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย

DSCF4923
และพระอกแตกที่ผมได้จั่วหัวรีวิวนั้นก็อยู่ที่นี่นั่นเอง มุขหลังของพระวิหารทิศตะวันออก องค์พระมีนามว่า พระพุทธโลกนาถ ราชมหาสมมติวงศ์ องค์อนันตญาณสัพพัญญู สยัมภูพุทธบพิตร เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ไม่ใช่ปางห้ามญาตินะครับ ถ้าเป็นปางห้ามญาติจะยกพระหัตถ์ขวา แต่องค์นี้ยกพระหัตถ์ซ้ายซึ่งเป็นปางที่เรียกว่า ปางห้ามพระแก่นจันทน์ ก็มีที่มาจากในสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นจากไม้แก่นจันทน์เพื่อกราบไหว้บูชาแทน (นับว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของโลก) เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว พระพุทธรูปแก่นจันทน์ได้ลอยออกจากแท่นคล้ายจะหลีกทางให้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นห้าม พระแก่นจันทน์ก็หยุดลอย

DSCF4901
เหตุที่เรียกว่าพระอกแตก ก็เป็นเพราะว่าเดิมพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานในพระวิหารในวัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงศรีอยุธยา ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตก ได้มีลางร้ายเมื่อพระอุระ (อก) ขององค์พระได้ปริแตกออก จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้อัญเชิญพระพุทธโลกนาถองค์นี้เข้ามาบูรณะยังกรุงเทพฯ แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัดโพธิ์ตราบจนทุกวันนี้ โดยมักจะมีสาธุชนมาขอพรในเรื่องของการมีบุตรกับพระโลกนาถนี้บ่อย ๆ ขนาดฝรั่งชาวเยอรมันก็ยังเคยมาขอลูกจนได้ลูกไปสมปรารถนาต้องกลับมากราบอีกครั้งอย่างที่เคยเป็นข่าวไปแล้ว

110885635
สุดท้ายเราจะไปกันที่พระวิหารทิศตะวันตก ที่ประดิษฐานพระประธานปางนาคปรกนามว่า พระพุทธชินสีห์มุนีนาถ อุรคอาสน์บัลลังก์ อุทธังทิศภาคนาคปรก ดิลกภพบพิตร ซึ่งนับว่าเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกที่ค่อนข้างแปลกเล็กน้อย คือองค์พระเป็นปางมารวิชัยแทนที่จะเป็นปางสมาธิ (เกร็ดความรู้จากชื่อองค์พระ อุรคอาสน์บัลลังก์ ก็หมายถึงพญานาคที่ขดตัวเป็นแท่นให้พระพุทธเจ้าประทับ เพราะคำว่า อุรค หมายถึง งู)

เดินเที่ยวชมวัดกันมาเยอะแล้ว อาจจะเมื่อยเอาได้ ก็ไม่ต้องห่วง ลองทำตามท่าของฤๅษีดัดตนดู อาจจะหายเมื่อยก็ได้ ซึ่งฤๅษีดัดตนนี้เป็นตำราแก้อาการเมื่อยขบต่าง ๆ ที่รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นแล้วนำไปไว้ที่วัดโพธิ์

118381972

118381985

2554-12-31 (1)

DSCF2692

118382007
พระฤๅษีตนนี้แปลกหน่อย มีใบหน้าเป็นกวาง ซึ่งท่านมีนามว่า พระฤๅษีกไลโกฏ ปรากฏในเรื่องรามเกียรติ์ด้วย โดยฤๅษีกไลโกฏเป็น ๑ ใน ๕ พระฤๅษีที่ท้าวทศรถอัญเชิญมาทำพิธีขอบุตรจากพระอิศวร ได้โอรสสี่องค์คือ พระราม พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด เหตุที่ท่านมีหน้าเป็นกวางก็เพราะมีมารดาเป็นกวางนั่นเอง

DSCF4980
ต่อไปเราจะเยี่ยมชมศาลาการเปรียญกัน ซึ่งศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นพระอุโบสถเก่าของวัดโพธิ์ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นวัดโพธารามในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อรัชกาลที่ ๑ ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์แล้ว ก็ได้ทรงแปลงพระอุโบสถหลังเก่าให้เป็นศาลาการเปรียญ

DSCF4974
ด้านในประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญอีกองค์หนึ่งของวัดนามว่า พระศาสดา ศาลาการเปรียญจะเปิดในวันอาทิตย์ ก็จะมีเด็ก ๆ นักเรียนในแถบนั้นเข้าไปเล่นกันเต็มไปหมด

สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางมาวัดโพธิ์นะครับ ก็สามารถมาได้โดยรถเมล์สาย ๑, ๓, ๖, ๙, ๑๒, ๒๕, ๓๒, ๔๔, ๔๗, ๔๘, ๕๓, ๘๒ หรือถ้าเป็นรถปรับอากาศก็เป็นสาย ปอ.๑, ปอ.พ. ๔, ปอ.๕๐๗, ปอ.๕๐๘, ปอ.๑๒, ปอ.๔๔, ปอ.๔๘ หรือหากมาทางเรือก็สามารถมาได้ทางเรือด่วนเจ้าพระยา ลงที่ท่าเตียนแล้วเดินอีกนิดหน่อยก็จะถึงวัดครับ

About the author

Golf Watraj

Leave a Comment

Shares
Loading...