อนุสรณ์สถานแห่งความรัก วัดโสมนัส และ วัดมกุฏกษัตริย์

ชอบไหม?

หลายท่านคงรู้จัก ทัชมาฮาล แห่งประเทศอินเดียกันเป็นอย่างดี ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนั้น เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ พระเจ้าชาห์จาฮาน ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักให้แก่ พระนางมุมตัส พระมเหสีของพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ลง แต่ใครจะรู้ว่าเมืองไทยเรานั้นก็มีอนุสรณ์สถานแห่งความรักเช่นกัน

สถานที่ดังกล่าวนั้นก็คือ วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร หรือที่ป้ายของวัดเขียนว่า วัดโสมนัสวรวิหาร วัดนี้เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระมเหสีที่สิ้นพระชนม์หลังจากเป็นพระมเหสีได้เพียง ๑ ปี ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีนั้นเป็นพระบรมราชินีพระองค์แรกในรัชกาลที่ ๔ ต่อมาได้ทรงพระครรภ์ แต่ก็เริ่มประชวรเป็นพระยอด (ฝี) ในพระนาภี ต่อมาเมื่อมีพระประสูติการ (ถ้าหมายถึงการคลอดก็จะสะกดแบบนี้ หากสะกดว่า พระประสูติกาล นั่นหมายถึงเวลาที่คลอด) เป็นพระโอรส ไม่นานพระโอรสก็สิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีก็มีพระอาการทรุดลงเรื่อย ๆ และสิ้นพระชนม์ในที่สุด

วัดโสมนัสแห่งนี้นั้น เป็นวัดที่แปลกอย่างหนึ่ง นั่นคือ เป็นวัดที่มีเสมาสองชั้น ผมเคยเล่าถึงเรื่องราวของใบเสมาเป็นเครื่องหมายแสดงอาณาเขตของโบสถ์ ว่าภายในขอบเขตของใบเสมานั้น พระสงฆ์สามารถทำสังฆกรรมต่าง ๆ เช่น ทำพิธีอุปสมบท รับกฐิน หรือทำวัตรสวดมนต์ได้ แต่ที่วัดโสมนัสแห่งนี้ไม่ได้มีใบเสมาอยู่เพียงแค่ที่โบสถ์เท่านั้น แต่ยังมีเสมาอีกชั้นอยู่บริเวณกำแพงวัดด้วย หมายความว่า ขอบเขตของใบเสมาก็คือทั้งวัดนั่นเอง พระสงฆ์ของวัดโสมนัสจึงสามารถทำสังฆกรรมในพระวิหาร หรือแม้แต่บริเวณอื่น ๆ ของวัดได้ เพราะถือว่าอยู่ในเขตของใบเสมา

117323536
แรกเข้าไปในวัด เราก็จะพบกับพระวิหารก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งพระวิหารนี้จะเปิดทุกวันพระ

116729993
ภายในพระวิหารประดิษฐานพระประธานนามว่า พระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี

116730002

จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหาร เป็นวรรณคดีเรื่อง อิเหนา ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีทรงโปรดเรื่องนี้ อีกทั้งเป็นการสื่อถึงความรักของรัชกาลที่ ๔ ที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีประดุจดังความรักที่อิเหนามีต่อนางบุษบา

117323605

117323763

117323742

117323652
ด้านหลังพระวิหารหลวงจะมีพระเจดีย์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ สูงเด่นเห็นมาแต่ไกล

116730240

117323833

รอบ ๆ เจดีย์มีระเบียงคดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้หลายองค์

116730020

116730025

117323716
พระพุทธรูปครองจีวรลายดอกพิกุล การสร้างพระพุทธรูปแบบนี้เพิ่งมีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง มาจากธรรมเนียมการถวายผ้าที่มีลวดลายสวยงามแก่พระสงฆ์ แท้จริงตามพุทธบัญญัติได้ห้ามการครองจีวรที่มีลาย ยกเว้นแต่ว่าเป็นลายอ่อนๆ บาง ๆ หรือเป็นสีเดียวกับเนื้อผ้า ธรรมเนียมการถวายจีวรที่มีลายดอกให้แก่พระสงฆ์นั้นมีมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕

117323683

ทีแรก ผมก็เดินชมวัดของผมไปเรื่อย ไม่ได้สังเกตอะไร พอหันกลับไปที่ด้านหลังของพระวิหาร ก็ได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจสิ่งหนึ่งอยู่ที่ผนังของพระวิหาร

117323638

นั่นก็คือพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระพุทธรูปฉลองพระองค์นั้นสร้างโดยมีความเชื่อว่าเมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคตแล้ว ดวงพระวิญญาณจะมาสถิตรวมกับองค์พระ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่รับมาจากขอมอีกที การสร้างอีกประการก็เพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่เชื้อพระวงศ์ที่ได้สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ถวาย

มีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับพระพุทธรูปฉลองพระองค์ เราคงทราบกันดีว่า รัชกาลที่ ๑ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และรัชกาลที่ ๒ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่นั่นไม่ใช่พระนามที่แท้จริงของสองพระองค์ โดยในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น เวลาคนจะพูดถึงรัชกาลที่ ๑ ก็จะใช้คำว่า แผ่นดินต้น เรียกรัชกาลที่ ๒ ว่า แผ่นดินกลาง แล้วเรียกรัชกาลที่ ๓ ที่เป็นกษัตริย์ในสมัยนั้นว่า แผ่นดินปลาย แต่มันฟังดูไม่เป็นมงคลเท่าไร รัชกาลที่ ๓ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นสององค์เพื่อเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ให้แก่รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ พระราชทานนามพระพุทธรูปว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย แล้วทรงมีพระบรมราชโองการให้เรียกรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ ตามชื่อของพระพุทธรูปสององค์นั้น

117323623
นอกจากพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของรัชกาลที่ ๔ แล้ว ยังมีพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีอยู่เคียงกันด้วย

116730165

ทีนี้เราจะมาชมพระอุโบสถกันบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้ว พระอุโบสถถือเป็นอาคารหลักของทุกวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดใหญ่หรือวัดเล็ก ก็จะต้องมีโบสถ์กันทั้งนั้น คืออย่างน้อยถึงไม่มีวิหารก็ต้องมีโบสถ์นั่นแหละ สำหรับพระอุโบสถของวัดโสมนัสนั้นจะเปิดช่วงเช้าตอน ๘ โมง และช่วงเย็นตอน ๕ โมง อันเป็นเวลาที่พระสวดมนต์ทำวัตรนั่นเอง ซึ่งมีพระลูกวัดรูปหนึ่งบอกผมว่า เจ้าอาวาสวัดโสมนัสไม่ได้มีนโยบายให้วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ได้มีการเปิดพระอุโบสถให้เข้าสักการะเหมือนหลาย ๆ วัด

97021294

97021192
แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ คือวันที่ผมไป ผมเห็นประตูโบสถ์เปิดแง้ม ๆ อยู่ คือมีพระรูปหนึ่งท่านเข้าไปหาของหรือทำอะไรสักอย่างก็จำไม่ได้ที่ในนั้น ผมเลยถือโอกาสเข้าไป ซึ่งพระประธานของวัดโสมนัสนั้นมีนามว่า พระสัมพุทธสิริ สร้างโดย สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดโสมนัสแห่งนี้ ท่านสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ตั้งแต่ครั้งยังจำพรรษาอยู่ที่วัดราชาธิวาส เมื่อรับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสของวัดโสมนัส ก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถด้วย

97020862

97021085
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นภาพพระสงฆ์กำลังปลงอสุภกรรมฐาน

97020429

ใบเสมาเข้ามุมพระอุโบสถ อย่างที่ผมบอกว่าใบเสมาของสัญลักษณ์ของโบสถ์ ซึ่งที่ผมทราบมานั้น มีการกล่าวว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๑-๓ นั้น เวลาสร้างวัดจะเน้นเรื่องใบเสมาที่โบสถ์มาก คือใบเสมาจะสร้างแยกจากตัวโบสถ์และมีซุ้มที่สวยงาม แต่พอมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เริ่มลดความสำคัญของใบเสมาลง คือแค่มีใบเสมาเป็นสัญลักษณ์ของโบสถ์เฉย ๆ แต่อาจจะแค่ติดกำแพง ติดที่เสาของโบสถ์เฉย ๆ ไม่ได้สร้างเป็นซุ้มสวยงามเหมือนวัดในสมัยก่อนหน้า และลักษณะของใบเสมาที่งอเข้ามุมพระอุโบสถก็ถือว่าแปลกตามาก

102078651
ใบเสมาของวัดสระเกศ มีซุ้มที่สวยงาม และสร้างแยกออกมาจากตัวโบสถ์

116730211
วัดนี้มีสถูปทรงมอญอยู่ด้วย

ออกจากวัดโสมนัสแล้ว เราจะเดินข้ามถนนราชดำเนินไปที่ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ถึงแม้จะอยู่ห่างกันแค่มีถนนคั่น แต่สองวัดนี้กลับอยู่กันคนละเขต โดยวัดโสมนัสถือว่าอยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ส่วนวัดมกุฏกษัตริย์นั้นอยู่ในเขตพระนคร

วัดมกุฏกษัตริย์เป็นวัดที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับวัดโสมนัส โดยในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริจะให้มีวัดเรียงรายอยู่ริมคลองในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นใกล้ ๆ กับวัดโสมนัสที่ทรงสร้างเพื่ออุทิศพระราชกุศลให้พระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดมกุฏกษัตริยาราม แต่ในสมัยนั้นให้เรียกว่า วัดนามบัญญัติไปก่อน สิ้นรัชกาลของพระองค์เมื่อไรค่อยเรียกวัดมกุฏกษัตริย์

ชื่อวัด “มกุฏกษัตริย์” นั้น หมายถึงรัชกาลที่ ๔ อย่างชัดเจน หลายท่านอาจจะสงสัย ก็รัชกาลที่ ๔ คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ใช่เหรอ ถ้ามกุฏหรือ มงกุฎจะต้องเป็นรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเหรอ ก็คือว่าก่อนขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ แม้ขึ้นครองราชย์แล้ว ชาวต่างประเทศก็เรียกพระองค์ท่านว่า King Mongkut สำหรับคนที่เรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าน่าจะเข้าใจ เพราะชื่อสถาบันในภาษาอังกฤษก็มีคำว่า King Monhkut ส่วนรัชกาลที่ ๖ นั้นทรงมีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ถึงแม้ว่าเมื่อขึ้นครองราชย์แล้วจะทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ชาวต่างชาติก็เรียกพระองค์ท่านว่า King Vajiravudh ไม่ได้เกี่ยวกับคำว่ามงกุฎแต่อย่างใด
นอกจากวัดมกุฏกษัตริย์จะมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับวัดโสมนัสแล้ว ยังมีแผนผังของวัดที่เหมือนกัน เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นวัดแฝดกันนั่นแหละ รวมไปถึงการที่มีเสมาสองชั้นด้วย ทำให้พระสงฆ์สามารถทำสังฆกรรมได้ทุกบริเวณในวัด

DSCF7628

116730273
เข้าไปจะเจอกับพระวิหารหลวงก่อนเลย ซึ่งดูดี ๆ พระวิหารหลวงก็จะมีรูปร่างที่คล้ายกับพระวิหารหลวงของวัดโสมนัสมาก (ลองเลื่อนกลับขึ้นไปดูก็ได้)

117323889

117323901

พระประธานในพระวิหารมีนามว่า พระพุทธวชิรมกุฎ หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่มาได้รับการถวายนามในสมัยรัชกาลปัจจุบันนี้เองในคราวที่วัดมกุฏกษัตริย์มีอายุครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งนามขององค์พระที่ว่า วชิรมกุฎนั้น คำว่า มกุฎมีที่มาจากพระนามเดิมของรัชกาลที่ ๔ คือ เจ้าฟ้ามงกุฎที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วน วชิร นั้นมีอยู่ด้วยกันสามที่มา คือ เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ ทรงผนวช ทรงมีฉายาทางธรรมว่า วชิรญาโณ และยังเป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของพระราชโอรสและพระราชนัดดาของรัชกาลที่ ๔ ที่ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (พระองค์หลังนี้เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเมื่อครั้งทรงผนวช) จะเห็นว่าพระนามของทั้งสองพระองค์นั้นจะมีคำว่า วชิร- อยู่ด้วย

117324015
พระวิหารในมุมกว้าง

117324048

117324052

117324060

117324070

117324077
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารหลวง

117324023
พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

 

116730307
อย่างที่บอกว่าวัดนี้มีผังเหมือนกับวัดโสมนัสแทบจะทุกอย่าง รวมไปถึงการที่มีระเบียงคดและพระเจดีย์อยู่ตรงกลางด้วย แต่ของวัดมกุฏกษัตริย์นั้นเจดีย์จะเป็นสีขาว

116730295
พระอุโบสถ ผมไม่เคยไปเจอตอนี่เขาเปิดพระอุโบสถเลย

สำหรับการเดินทางไปวัดโสมนัสนะครับก็สามารถนั่งรถเมล์สาย ๕๓ ไปได้ ไปจอดที่หน้าวัดเลย แต่ต้องขึ้นคันที่มีป้ายว่ารอบเมือง หน้ารถนะครับ หลังจากนั้นก็สามารถเดินไปวัดมกุฏกษัตริย์ได้ไม่ไกลจากกันนัก หากมีโอกาสก็อยากให้ลองแวะมาเยี่ยมชมกันบ้างนะครับ

About the author

Golf Watraj

Leave a Comment

Shares
Loading...