กราบสองพระประธาน ถวายสักการะพระสังฆราช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ชอบไหม?

ใครที่เคยไปชอปปิ้งย่านบางลำพู ก็คงจะเคยเห็นวัดวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญมากวัดหนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชหลายต่อหลายพระองค์ รวมไปถึงยังเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์อีกหลายพระองค์เมื่อครั้งทรงผนวชอีกด้วย วัดที่ผมกล่าวถึงนั้นคือ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วัดนี้สร้างโดย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือ “วังหน้า” ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน หลังจากที่วัดนี้สร้างเสร็จแล้ว รัชกาลที่ ๓ ได้นิมนต์ให้ พระวชิรญาณเถระ หรือต่อมาคือ รัชกาลที่ ๔ ซึ่งขณะนั้นทรงผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาสให้มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ และแน่นอนว่าเมื่อรัชกาลที่ ๔ ทรงเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนี้ วัดบวรนิเวศวิหารจึงเป็นวัดที่สังกัดธรรมยุติกนิกายที่พระองค์ทรงก่อตั้งขึ้นด้วย

เหตุที่วัดนี้มีชื่อว่า “บวรนิเวศ” ผมคิดว่ามีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล เหตุผลแรกก็คือเป็นวัดที่สร้างโดยกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า อันเป็นตำแหน่งของรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระมหากษัตริย์ (ในเวลาต่อมามีการแต่งตั้งตำแหน่งนี้ขึ้นมาตามธรรมเนียมเท่านั้น แต่มิได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจริง ๆ) ซึ่งสถานที่ หรือคำศัพท์อะไรที่เกี่ยวข้องกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็มักจะมีคำว่า “บวร” นำหน้าอยู่เสมอ อย่างเช่นราชสกุลที่สืบจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็จะเรียกว่า บวรราชสกุล เป็นต้น

หรืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเคยได้ยินมาก็คือ รัชกาลที่ ๓ ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะยกราชสมบัติคืนให้กับเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) อยู่แล้วหลังสิ้นรัชกาลของพระองค์ การที่ทรงนิมนต์พระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) มาจำพรรษาที่วัดนี้ ก็เหมือนจะเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่าเจ้าฟ้ามงกุฎจะได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์แน่นอน ซึ่งก็มีเหตุสืบเนื่องมาจากในตอนที่รัชกาลที่ ๒ สวรรคตโดยที่มิได้ตรัสว่าจะทรงมอบราชสมบัติให้กับพระราชโอรสพระองค์ใด ในเวลานั้น เจ้าฟ้ามงกุฎ แม้จะเป็นพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี มีทั้งศักดิ์และสิทธิ์ที่จะได้ขึ้นครองราชย์ แต่เวลานั้นยังทรงพระเยาว์นัก บรรดาขุนนางจึงลงมติให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ที่ถึงแม้จะมีพระชนนีเป็นเพียงเจ้าจอม แต่สูงพระชันษากว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ และทรงช่วยราชการตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๓
อ่านกันมาเสียยืดยาว ทีนี้เราก็เข้ามาในวัดกันดีกว่า

119779145
ก่อนเข้าวัดเราจะเห็นพระเจดีย์เด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล

DSCF8657
พระอุโบสถสร้างด้วยศิลปะแบบจีนและแบบตะวันตกผสมผสานกัน ซึ่งศิลปะแบบจีนนั้นเป็นศิลปะแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓ วัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงมักจะมีศิลปะแบบจีนเข้าไปผสมผสาน อย่างเช่น วัดราชโอรสาราม วัดเทพธิดาราม ฯลฯ

DSCF3070
ที่หน้าพระอุโบสถจะมีพระแท่นตั้งอยู่ คงคุ้นตากันใช่มั้ยครับ เพราะเมื่อครั้งในหลวงของเราทรงผนวช ก็ทรงเคยประทับบนพระแท่นนี้ นอกจากในหลวงแล้ว พระเจ้าอยู่หัว และเชื้อพระวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ทรงผนวชก็จะมาประทับบนพระแท่นนี้ ล่าสุดก็คือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

119779453
เข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถกัน พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศนั้นมีความแปลกตรงที่ว่ามีอยู่ด้วยกันถึงสององค์ ซึ่งพระประธานองค์ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังนั้นคือ พระสุวรรณเขต เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จ.เพชรบุรี และเป็นพระประธานเดิมในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้

119779325
ส่วนพระประธานองค์หน้านั้นคือ พระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปสำคัญอีกองค์ของไทย โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงอัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชนั่นแหละ และพระพุทธชินสีห์เองก็เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นพร้อมกันกับพระพุทธชินราชด้วย

แน่นอนว่าตามธรรมเนียมการสร้างวัดประจำรัชกาลนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น ๆ สวรรคตและมีการถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ก็จะมีการอัญเชิญพระสรีรางคารมาประดิษฐานไว้ที่ฐานพระประธานของวัดประจำรัชกาล และวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ก็เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ จึงมีการอัญเชิญพระสรีรางคารของพระองค์มาประดิษฐานที่ฐานของพระพุทธชินสีห์ แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไปไว้ในรีวิวเรื่องที่แล้วว่า ตั้งแต่ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างวัดราชบพิธขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำรัชกาลแล้ว ในสมัยต่อมาก็มิได้มีการสร้างวัดประจำรัชกาลขึ้นอีก มีแต่พระมหากษัตริย์ทรงรับวัดไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสงขรณ์อะไรต่าง ๆ และให้ถือว่าวัดนั้นเป็นวัดประจำรัชกาลไป รัชกาลที่ ๖ เองทรงเห็นว่าวัดมีเยอะแล้วและทรงเห็นความสำคัญของการศึกษามากกว่า จึงทรงสร้างวชิราวุธวิทยาลัยขึ้นแทนวัดประจำรัชกาล แต่ก็ทรงรับวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณะ จึงถือว่าวัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖

119779331
ที่บริเวณฐานของพระพุทธชินสีห์นั้นมีการประดิษฐานพระรูปหล่อของ ๓ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ทรงเคยประทับที่วัดนี้ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๘ (กลาง),สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐ (ขวา) และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ (ซ้าย) โดยกรมหลวงวชิรญาณวงศ์นั้นทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ของในหลวงเมื่อครั้งทรงผนวชด้วย

DSCF8694
ออกจากพระอุโบสถแล้ว เราก็จะไปกราบพระเจดีย์กัน เป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่มาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบรมสารีริกธาตุจะบรรจุในพระเจดีย์องค์เล็กที่อยู่ด้านในอีกที แต่เขาห้ามถ่ายภาพ ก็ไม่เลยไม่มีภาพมาให้ได้ชมกัน

บนพระเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่นามว่า พระไพรีพินาศ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร พุทธลักษณะของพระพุทธรูปปางประทานพรนั้นจะคล้ายกับปางมารวิชัย แต่พระหัตถ์ขวาจะหงายขึ้น พระไพรีพินาศองค์นี้เป็นศิลปะสมัยศรีวิชัย เหตุที่ได้รับพระราชทานนามว่าพระไพรีพินาศนั้นก็เป็นเพราะว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งที่ทรงได้รับพระองค์นี้มาจากผู้ถวายนั้น กรมหลวงรักษ์รณเรศ หรือหม่อมไกรสรที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์มาโดยตลอดก็ได้ถูกปราบปรามลงและสำเร็จโทษ ทำให้ทรงคิดว่าเป็นเพราะพระพุทธรูปองค์นี้ที่ทำให้ศัตรูของพระองค์ต้องพ่ายแพ้ไป จึงพระราชทานนามว่า พระไพรีพินาศ

119779291
เป็นพระพุทธรูปหินทรายปิดทอง

98386850
มีพระบรมรูปรัชกาลที่ ๔ ประดิษฐานอยู่ด้วย

119779255
พระบรมรูปองค์นี้อยู่ในพระอิริยาบถคล้าย ๆ กับที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

บนบริเวณพระเจดีย์มีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายสิ่ง ที่ผมจะนำเสนอต่อไปก็คือรูปหล่อของสัตว์สี่ชนิดซึ่งหมายถึงเมืองสี่เมืองที่อยู่ล้อมรอบประเทศไทย

2555-4-28 (9)
ม้า คือ พม่า

2555-4-28 (10)
นก คือ โยนก

2555-4-28 (12)
ช้าง คือ ล้านช้าง

2555-4-28 (13)
สิงห์ คือ สิงคโปร์

นอกจากนี้แล้ว บริเวณรอบ ๆ ฐานของพระเจดีย์ยังมีเทวรูปประดิษฐานอยู่ด้วย

119779241

119779185

119779179

ลงมาจากพระเจดีย์แล้ว ต่อไปเราจะไปกันที่พระวิหารพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ต้องมาชมหากมาเยือนวัดบวรนิเวศแห่งนี้ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าพระวิหารหลังนี้ไม่ได้เปิดทุกวัน อาจจะเปิดเฉพาะวันพระหรือวันสำคัญเท่านั้น

98386223
กราบสักการะพระศรีศาสดากันก่อน ซึ่งพระศรีศาสดานั้นเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ว่ากันว่าหล่อขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ในสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย แต่บ้างก็ว่าไม่ใช่ เพราะลักษณะไม่ค่อยจะเหมือนหรือคล้ายกันเท่าไร เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก แต่ก็ถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ ปัจจุบันที่พิษณุโลกก็ได้มีการสร้างองค์จำลองของทั้งพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาขึ้นแทนแล้ว ทำให้ที่วัดนั้นมีครบทั้งสามองค์ที่หล่อขึ้นมาพร้อมกันตามตำนาน

2555-4-28 (19)
ขณะที่ผมกำลังนั่งพิมพ์อยู่นี้ พระศรีศาสดากำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะอยู่

สิ่งที่น่าสนใจในพระวิหารพระศรีศาสดาไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากเราเข้าไปยังมุกหลังของพระวิหาร เราก็จะพบกับพระพุทธรูปที่สำคัญและสวยงามมากอีกองค์หนึ่ง

2555-4-28 (20)
ที่มุขหลังของพระวิหารนั้นประดิษฐาน พระไสยา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ศิลปะสมัยสุโขทัย เดิมประดิษฐาน ณ วัดพระพายหลวง จ.สุโขทัย แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ ๔ ทรงผนวชอยู่ พระองค์ได้ทรงออกธุดงค์ไปทั่ว และพบพระพุทธรูปองค์นี้ ต่อมาจึงได้อัญเชิญเข้ามาบูรณะและประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหารจนถึงปัจจุบัน

DSCF8684
ซูมกันให้เห็นชัด ๆ พระพักตร์เป็นศิลปะสุโขทัย ซึ่งผมคิดว่าพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยมีความงดงามมากที่สุด ตัวอย่างของพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่ชัด ๆ ก็เช่น พระพุทธชินราช,พระศรีศากยมุนี,พระพุทธชินสีห์,หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร ฯลฯ

DSCF3053
ที่ฐานของพระไสยามีการบรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย

DSCF8701
ในบริเวณเดียวกับพระวิหารพระศรีศาสดา ก็จะมีพระวิหารเก๋งจีนที่ด้านในก็มีสิ่งที่น่าสนใจ (อีกแล้วครับท่าน) ซึ่งปกติแล้วพระวิหารเก๋งจีนหลังนี้ไม่ค่อยจะเปิดให้ได้เข้าชมสักเท่าไร

ด้านในของพระวิหารเก๋งจีนหลังนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของอดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งในบรรดาเจ้าอาวาสนั้น มีที่ได้เป็นถึงสมเด็จพระสังฆราชถึง ๔ พระองค์ด้วยกัน

DSCF8660
พระพุทธวชิรญาณ เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ อย่างที่บอกไปตอนต้นว่ารัชกาลที่ ๔ ทรงเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้

DSCF8663
พระพุทธปัญญาอัคคะ พระพุทธรูปฉลองพระองค์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

DSCF8671
พระพุทธมนุสสนาค พระพุทธรูปฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในพระวิหารเก๋งจีนก็มีจิตรกรรมฝาผนังที่ไม่ได้หาชมง่าย ๆ เพราะเป็นเรื่อง สามก๊ก วาดออกมาได้สวยสดงดงามมาก

DSCF8674
กวนอู

DSCF8667

DSCF8669

DSCF8672
ท่านที่รู้เรื่องสามก๊กก็ช่วยอธิบายให้หน่อยนะครับว่าแต่ละภาพคือภาพอะไร

ในพระวิหารเก๋งจีนยังมีเก๋งหลังเล็กอีกสองหลังที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอีกสององค์ครับ

DSCF8692
พระพุทธทีฆายุมหมงคล หรือ หลวงพ่อดำ ที่ฐานขององค์พระนั้นบรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

DSCF8697
และสำหรับผู้ที่ต้องการถวายสักการะแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกนั้น ก็สามารถกราบพระสรีรางคารของพระองค์ได้ที่นี่ โดยพระสรีรางคารของพระองค์นั้นบรรจุอยู่ใต้ฐานของพระพุทธชินสีห์จำลองที่อยู่ในบริเวณของพระตำหนักเก๋งจีน พระพุทธชินสีห์จำลององค์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระชันษาได้ ๘๔ ปี

จริง ๆ แล้ว ก่อนจะมีการสร้างวัดบวรนิเวศวิหาร บริเวณนั้นเคยมีวัดอีกวัดหนึ่งตั้งอยู่ชื่อว่า วัดรังษีสุทธาวาส แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ วัดรังษีสุทธาวาสซึ่งทรุดโทรมมากแล้วก็ได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัดบวรนิเวศ และถูดลดฐานะลงมาเป็น คณะรังษีซึ่งเป็นคณะหนึ่งในวัดบวรนิเวศ

ระหว่างทางที่เราจะเดินไปยังบริเวณของวัดรังษีสุทธาวาสนั้น เราจะต้องผ่านเข้าไปในเขตสังฆาวาส ถามว่าเขตสังฆาวาสคืออะไร ก็คือเขตที่อยู่ของพระสงฆ์ หรือเขตกุฎิสงฆ์นั่นแหละ วัดทุกวัดจะแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส คือเขตที่อยู่ของพระพุทธ ก็คือพวกโบสถ์ วิหาร เจดีย์อะไรต่าง ๆ กับเขตสังฆาวาส ก็คือหมู่กุฎิสงฆ์ จะมีก็วัดพระแก้วเท่านั้นที่มีแต่เขตพุทธาวาส ไม่มีเขตสังฆาวาสเพราะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ในเขตสังฆาวาสนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจสิ่งหนึ่งตั้งอยู่ นั่นคือ พระตำหนักปั้นหย่า ซึ่งเคยตั้งอยู่ที่สวนขวาในพระบรมมหาราชวัง ต่อมา รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาสร้างใหม่ที่วัดบวรนิเวศเพื่อให้รัชกาลที่ ๔ ซึ่งขณะนั้นทรงผนวชอยู่ได้เสด็จมาประทับ หลังจากนั้นแล้วพระตำหนักปั้นหย่าก็เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ที่มาผนวชที่วัดนี้ รวมไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันด้วย

DSCF3073

DSCF3074

พ้นจากเขตสังฆาวาสเราก็จะมาถึงบริเวณคณะรังษี หรือที่ในสมัยโบราณเคยเป็นถึงวัดรังษีสุทธาวาส

DSCF3050
พระอุโบสถของวัดรังษีสุทธาวาสที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

98385832
พระประธานภายในพระอุโบสถวัดรังษีสุทธาวาส เป็นปางสมาธิ (ภาพนี้ผมได้เข้าไปถ่ายตอนที่ไปกราบพระศพสมเด็จพระสังฆราช หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ไปไม่กี่วัน)

98388890 (1)
ก่อนออกจากวัด มีสิ่งที่ผมอยากให้ชมครับนั่นคือ เซี่ยวกาง หรือทวารบาลที่บานประตู โดยมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการปราบปรามฝิ่นอย่างหนัก ทำให้มีชาวจีนคนหนึ่งที่ติดฝิ่นมากและหาฝิ่นสูบไม่ได้จึงมาลงแดงตายที่หน้าวัด ต่อมา จีนคนนั้นได้ไปเข้าฝันเจ้าอาวาสบอกว่าให้เอาฝิ่นมาเซ่น แล้วจะเฝ้าวัดให้ จึงมีการอัญเชิญวิญญาณของจีนคนนั้นเข้าไปสถิตที่เซี่ยวกางที่ประตู ทุกวันนี้ที่ปากของเซี่ยวกางมีสีดำเพราะมีคนเอาทั้งฝิ่นหรือโอเลี้ยงไปป้ายที่ปากของที่เซี่ยวกาง แต่บางทีไปเขาก็มีการทำความสะอาดจนไม่เห็นคราบดำ ๆ เหมือนกัน

ก็จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับสำหรับการรีวิววัดบวรนิเวศวิหารซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ ในครั้งหน้าผมจะรีวิวถึงวัดอะไร ก็ติดตามชมกันให้ดีนะครับ

About the author

Golf Watraj

Leave a Comment

Shares
Loading...