ปะทะยักษ์วัดแจ้ง เยี่ยมชมพระราชวังเดิม ณ วัดอรุณ

ในคราวที่แล้วผมได้พาชมวัดโพธิ์ไปแล้ว ทีนี้เราก็จะข้ามฝั่งกันมาที่ฝั่งธนบุรีกันบ้าง ฝั่งธนบุรีนั้นก็มีวัดอยู่มากมายหลายวัด แต่วัดที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นวัดนี้ นั่นก็คือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดแจ้ง นั่นเอง
วัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วครับ เดิมชื่อว่าวัดมะกอกนอก เหตุที่ชื่อว่าวัดแจ้งก็เป็นเพราะเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชได้ทรงล่องเรือผ่านวัดนี้ตอนเช้าพอดี ต่อมาเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงผนวกวัดแจ้งเข้าเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังคู่กับวัดโมลีโลกยารามหรือวัดท้ายตลาดไปด้วย ในสมัยกรุงธนบุรีจึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๑ จึงได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้ง ส่วนชื่อวัดอรุณราชวรารามที่เราเรียกกันอยู่ทุกวันนี้เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๔
เข้ามาในบริเวณวัด เราจะพบกับแนวของกุฏิสงฆ์ซึ่งมีฉากหลังเป็นองค์พระปรางค์ที่สูงใหญ่ เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล

115160887
ปัจจุบันองค์พระปรางค์อยู่ระหว่างการบูรณะ (ภาพนี้ผมถ่ายช่วงปีใหม่เข้าปี ๒๕๕๘)

ก่อนอื่นเราจะเข้าไปชมพระวิหารกัน ภายในพระวิหารประดิษฐานองค์พระประธานที่มีนามว่า พระพุทธชัมพูนุช มหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร

100456006
พระวิหาร ถ่ายจากบนพระปรางค์

DSCF5834
พระประธานในพระวิหาร พระพุทธชัมพูนุช มหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร

กราบพระประธานในพระวิหารแล้ว เราก็จะไปเยี่ยมชมสิ่งที่สำคัญและเป็นจุดเด่นที่สุดของวัด แน่นอนว่าคือ พระปรางค์วัดอรุณนั่นเอง ซึ่งคนไทยสามารถเข้าบริเวณนั้นได้ฟรี แต่คนต่างชาติต้องซื้อตั๋วเข้าชม ผมเคยโดนคนเข้าใจผิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นด้วย จะเรียกให้จ่ายเงิน แต่พอบอกว่าเป็นคนไทยก็เงียบไปเลย

100456202
พระปรางค์วัดอรุณนั้นเดิมไม่ได้สูงใหญ่ขนาดนี้ แต่ได้มีการบูรณะ ต่อเติมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เพื่อให้เป็นมหาธาตุหลวงใจกลางพระนคร ทำให้สูงเด่นอย่างในปัจจุบัน และวัดอรุณได้ถือว่าเป็น วัดประจำรัชกาลที่ ๒ ด้วย

110882343

115160987
ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระปรางค์วัดอรุณอีกอย่าง คือ บนยอดของพระปรางค์วัดอรุณนั้นจะมีมงกุฎสวมอยู่ ซึ่งมงกุฎนั้นเป็นของพระประธานในพระอุโบสถ วัดนางนองวรวิหาร (มีโอกาสผมจะเขียนรีวิวถึง) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง โดยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงนำมงกุฎของพระประธานวัดนั้นมาสวมบนยอดนภศูลขององค์พระปรางค์ แล้วสร้างมงกุฎองค์ใหม่ถวายแทน ซึ่งเหตุผลที่รัชกาลที่ ๓ ทรงทำเช่นนี้ก็มีเหตุผลมากมายหลากหลายประการที่คนพูดถึง บ้างก็ว่าเป็นธรรมเนียมแต่โบราณอยู่แล้วที่จะต้องมีการนำเอามงกุฎไปสวมบนยอดพระปรางค์

หรือบ้างก็ว่ารัชกาลที่ ๓ ทรงต้องการจะสื่อเป็นนัย ๆ ว่าหลังสิ้นรัชกาลของพระองค์แล้ว จะทรงถวายราชสมบัติคืนให้กับเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือในเวลาต่อมาคือ รัชกาลที่ ๔ เพราะแท้จริงแล้ว ผู้ที่จะต้องสืบราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ ๒ ควรจะเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ เพราะทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระบรมราชินี แต่เวลานั้นเจ้าฟ้ามงกุฎยังทรงพระเยาว์นัก และรัชกาลที่ ๓ (ขณะที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ทรงเจริญวัยมากกว่า (แต่มีพระมารดาเป็นเพียงเจ้าจอม) และทรงช่วยราชการในสมัยรัชกาลที่ ๒ มาโดยตลอด ว่ากันง่าย ๆ ว่ารู้งานมากกว่า เหล่าขุนนางจึงอัญเชิญให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๓ มีเรื่องเล่ากันว่าในวันพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๓ ทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎไว้แต่มิได้ทรง และยังทรงตรัสว่า “เก็บไว้ให้เขา” ก็คือทรงตั้งพระทัยแล้วว่าสิ้นรัชกาลพระองค์เมื่อใด จะทรงคืนราชสมบัติให้เจ้าฟ้ามงกุฎ แล้วก็ทรงทำตามที่ตรัสไว้ด้วย รัชกาลที่ ๓ ไม่ทรงแต่งตั้งพระบรมราชินี พระอัครมเหสีใด ๆ เลย มีเพียงเจ้าจอมเฉย ๆ และพระราชโอรสก็มิได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทแต่อย่างใด

ว่ากันเสียยืดยาว ว่าแล้วเราก็ขึ้นไปชมกันหน่อยดีกว่าว่าบนพระปรางค์มีอะไรสวยหรือน่าสนใจบ้าง

115169961

13308615_1346825278666445_4558912948693155282_o
บนพระปรางค์มีประติมากรรมทั้งยักษ์และเทวดาที่สวยงามมากมาย ทั้งยังมีการนำเศษเครื่องกระเบื้องเคลือบของจีนมาประดับตกแต่งเป็นรูปดอกไม้ด้วย

2554-12-30 (13)

2554-12-30 (8)

2554-12-30 (11)
จากพระปรางค์องค์ประธาน จะเห็นพระปรางค์บริวารที่มีอยู่ด้วยกันสี่องค์

100455926
จากบนพระปรางค์สามารถเห็นทิวทัศน์ของฝั่งพระนครได้ ที่เห็นในภาพคือวัดโพธิ์ พระบรมมหาราชวัง แล้วยังเห็นไกลไปถึงภูเขาทอง วัดสระเกศเลยทีเดียว

2555-12-29 (4)
พระพุทธเจ้าประสูติ ประดิษฐานบนพระปรางค์

101555496

DSCF5831
ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวยทั้งนั้น

2555-12-29 (3)
ผมเคยขึ้นถึงพระปรางค์ไปแค่ชั้นสอง ไม่กล้าขึ้นไปถึงชั้นสาม พอดีเป็นคนกลัวความสูง แล้วบันไดที่จะขึ้นไปชั้นสามมันก็ชันและแคบกว่าด้วย

2555-12-29 (10)
ลงจากพระปรางค์แล้ว ผมอยากให้แวะชมโบสถ์น้อยและวิหารน้อยด้วย เรามาเริ่มที่วิหารน้อยกันก่อน ซึ่งในวิหารน้อยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รู้มั้ยครับว่าวิหารน้อยนั้นมีความสำคัญอย่างไร สำคัญตรงที่ว่า ในสมัยกรุงธนบุรีนั้น วิหารน้อยหลังนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตนั่นเอง ก่อนที่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จะอัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนถึงปัจจุบัน

2555-12-29 (11)
มีพระแท่นบรรทมของรัชกาลที่ ๒ ด้วย

2555-12-29 (13)
โบสถ์น้อย

2555-12-29 (14)
ด้านในโบสถ์น้อยประดิษฐานพระบรมรูปของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

2555-12-29 (15)
มีรูปหล่อ พระยาพิชัยดาบหัก ด้วย ซึ่งท่านเป็นทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและสู้รบกับข้าศึกจนดาบหัก ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ยอมแพ้ และใช้ดาบที่หักต่อสู้กับข้าศึกจนได้รับชัยชนะ

2555-12-29 (16)
พระแท่นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

2556-3-2 (19)
ด้านหลังพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระพุทธรูปนามว่า หลวงพ่อรุ่งมงคล อายุกว่า ๔๐๐ ปี ประดิษฐานอยู่

2555-12-29 (31)
ทีนี้เราก็จะเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถกันบ้าง ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถนั้นมียักษ์วัดแจ้งที่มีชื่อเสียงยืนเฝ้าอยู่สองตน สีเขียวคือทศกัณฐ์ ส่วนสีขาวคือสหัสเดชะ ซึ่งในเรื่องรามเกียรติ์นั้น สหัสเดชะเป็นกษัตริย์ของกรุงปางตาล และได้มาช่วยทศกัณฐ์รบพร้อมกับน้องชายที่ชื่อ มูลพลัม มีกระบองต้นชี้ตายปลายชี้เป็นเป็นอาวุธ ทศกัณฐ์มีสิบหน้ายี่สิบมือก็ว่าเยอะแล้ว แต่สหัสเดชะตนนี้มีถึงพันหน้าสองพันมือ แต่ก็ต้องถูกหนุมานสังหารลงในที่สุด

ที่บริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะลองไปชมดู โดยจะมีรูปปั้นของชายสองคนตั้งอยู่ โดยเป็นรูปปั้นของ นายเรือง และ นายนก ผู้เผาตัวเองตายเพื่อสำเร็จพระโพธิญาณตามความเชื่อ โดยเหตุการณ์ของนายเรืองเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ ส่วนเหตุการณ์ของนายนกเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๒

2555-12-29 (33)
รูปปั้นนายเรือง ว่ากันว่าเมื่อเผาศพของนายเรืองแล้ว อัฐิของนายเรืองเป็นสีต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเหมือนของคนทั่วไป และได้มีการนำอัฐิของนายเรืองไปเก็บไว้บนศาลาการเปรียญ

2555-12-29 (32)
รูปปั้นนายนก

DSCF5840
ทีนี้ก็จะได้เข้าไปกราบพระประธานกันเสียที

2555-12-29 (29)
ก่อนจะเข้าไปในพระอุโบสถ เรามากราบสักการะพระพุทธรูปหน้าพระอุโบสถกันก่อน เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ประดิษฐานในซุ้มบุษบกหน้าพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ ๒ ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมชนกนาถ แต่มาสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๕ และทรงพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธนฤมิตร

2555-12-29 (24)
พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก พระพักตร์ขององค์พระเป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ และแน่นอนว่าในเมื่อเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๒ ที่ฐานขององค์พระประธานก็จะต้องมีพระสรีรางคารของรัชกาลที่ ๒ ประดิษฐานอยู่ พระอุโบสถหลังนี้เคยเกิดไฟไหม้แต่โชคดีที่สามารถนำพระสรีรางคารของรัชกาลที่ ๒ ออกมาได้ทัน

DSCF5853

DSCF5851

DSCF5850
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถก็เป็นเหมือนกับวัดทั่ว ๆ ไปคือเป็นเรื่องพุทธประวัติและทศชาติชาดก

118053819

118053824
พระพุทธรูปในระเบียงคด รอบพระอุโบสถ

2554-12-30 (15)
ลาจากวัดอรุณไปด้วยภาพของพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๒ ครับ

อีกสถานที่หนึ่งที่ผมจะขอแถมอยู่ในรีวิวนี้ก็คือ พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นพระบรมมหาราชวังในสมัยกรุงธนบุรี หรือว่ากันง่าย ๆ ก็คือเป็นพระราชวังของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเอง เป็นพระราชวังที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอะไรนัก เนื่องจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงขึ้นครองราชย์นั้น เป็นช่วงที่ประเทศยังอยู่ในช่วงของสงคราม กำลังฟื้นฟู เลยไม่ทรงมีพระราชประสงค์ในการที่จะสร้างพระราชวังให้ใหญ่โตอลังการ

แล้วก็อย่างที่ผมเคยบอกว่าในการสร้างราชธานีของแต่ละยุคสมัย จะต้องมีวัดประจำพระราชวัง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ก็ได้ทรงผนวกวัดอรุณราชวราราม และวัดโมลีโลกยารามที่มีมาอยู่ก่อนแล้วเข้าเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังไปเลย ทำให้ในสมัยนั้น ทั้งสองวัดนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ปัจจุบันพระราชวังเดิมเป็นกองบัญชาการกองทัพเรือไปแล้ว แต่ท้องพระโรง พระที่นั่งอะไรต่าง ๆ ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน และจะเปิดให้เข้าชมทุกวันที่ ๒๘ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หากจะเข้าชมในเวลาปกติต้องเข้าชมเป็นหมู่คณะเท่านั้น

115161146

115169830
เข้ามาถึงก็กราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกันก่อน

115161648
ท้องพระโรงใหญ่

115161847

115161424
ผมไปวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ก็เลยมีคนเข้าไปชมเป็นจำนวนมาก บริเวณท้องพระโรงนี้เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเสด็จออกว่าราชการกับบรรดาขุนนาง มีการสร้างองค์จำลองขึ้นที่เมืองจำลอง สมุทรปราการ ด้วย

115168935

115161720
พระตำหนักเก๋งคู่ เป็นพระตำหนักที่สร้างโดยศิลปะจีน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งที่พระราชวังเดิมแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา พระมหากษัตริย์มักจะทรงให้เชื้อพระวงศ์ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้มาประทับที่นี่ รัชกาลที่ ๒ หรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ พระองค์ที่ ๒) ก็เคยประทับที่นี่

115161682
พระตำหนักเก๋งคู่แบ่งเป็นหลังใหญ่และหลังเล็ก ปัจจุบันด้านในจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

115168859
ศาลศีรษะปลาวาฬ ด้านในเก็บกระดูกที่คาดว่าเป็นกะโหลกของวาฬที่ถูกขุดค้นพบในคราวบูรณะพระราชวังเดิมเอาไว้ จริง ๆ วาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ใช่ปลา การเรียกว่าปลาวาฬจึงไม่ถูก

115161621
ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ด้านในประดิษฐานพระบรมรูปของพระองค์ท่าน

115168678

ภายในพระราชวังเดิม มีป้อมอยู่ป้อมหนึ่งชื่อว่า ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งเป็นป้อมที่มีสร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เดิมมีนามว่า ป้อมวิชัยเยนทร์ หรือป้อมบางกอก ซึ่งชื่อป้อมวิชัยเยนทร์ มาจากนามของ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกที่เข้ามารับราชการจนได้เป็นถึงสมุหนายกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างป้อมนี้ขึ้น และในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงปรับปรุงป้อมนี้แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ทุกวันนี้ป้อมนี้ยังใช้ในการยิงสลุตฉลองในงานสำคัญ ๆ ต่าง ๆ

118844462

115169484

115169350
ธงชัยเฉลิมพลโบกสะบัด

115169516

สำหรับท่านที่ต้องการมาที่วัดอรุณและพระราชวังเดิมนั้น ก็สามารถมาได้ง่าย ๆ โดยนั่งรถเมล์สาย ๑๘,๕๗ (สายนี้ผมนั่งบ่อยสุด),๘๓ ลงที่ป้ายวัดอรุณเลยครับ หรือถ้ามาทางเรือ ก็นั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าเตียน แล้วนั่งเรือข้ามฟากราคา ๓ บาทไปถึงท่าวัดอรุณเลยครับ

About the author

Golf Watraj

Leave a Comment

Shares
Loading...