ครัวไม้น้ำ พันโขดแสนไคร้ ภูผาดัก อ.สังคม จ.หนองคาย จิ๊กซอร์ของเรื่องราวขุนเขาและแม่โขง

ความสวยงามของ ภูฆ้องจากปากพี่โด่งเปลี่ยนใจหนิงให้เลื่อนตั๋วกลับบ้านได้ แต่น่าเสียดายที่พี่โด่งติดต่อคนนำทางไม่ได้ ภูห้วยอีสันเลยกลายเป็นจุดหมายใหม่ให้เราไปหาพี่ทรรศ ก่อและน้องธีร์คือเพื่อนร่วมทางที่เอื้อเฟื้อหลังกระบะให้สี่หนุ่มสาวถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เราใช้ถนนเลียบแม่น้ำโขงจากเชียงคานไปหนองคาย ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงครัวไม้น้ำ ร้านอาหารเล็กๆ ตรงบ้านม่วง มีพี่สายัญรับช่วงต่อจากพี่โด่งเป็นธุระเรื่องที่พักและเรือนำเที่ยวให้

ที่นี่มีกระท่อมไม้ไผ่เล็กๆ หลังเดียวกับพื้นที่กางเต็นท์กว้างขวางริมแม่น้ำ หากไม่เป็นเพราะสายฝนโปรยปรายแกล้งเราตั้งแต่บ่าย คืนนั้นเราคงได้นอนเต็นท์แบบแนบชิดติดชายโขง เมื่อธรรมชาติไม่ค่อยเป็นใจ กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กเลยกลายเป็นห้องนอนรวมชายหญิงของเราทั้งสี่ ส่วนครอบครัวพี่ทรรศแยกไปนอนรีสอร์ทใกล้ๆ เพราะสะดวกน้องธีร์มากกว่า

ฝนเริ่มหยุดตอนบ่ายแก่ๆ พี่ทรรศมาสมทบกับกลุ่ม บ่ายนี้เราจะล่องเรือเที่ยวแม่น้ำโขงชมพันโขดแสนไคร้ เป็นบริเวณที่เราจะได้เห็นโขดหินกลางน้ำเป็นพันๆ โขดกับต้นไคร้เป็นแสนๆ ต้น นี่คือที่มาของชื่อช่วงแม่น้ำโขงแถบนี้ ตามที่พี่สายัญบอกมา

เรือสองลำค่อยๆ แหวกสายน้ำสีชาเย็น ลดเลี้ยวไปตามเกาะแก่งใหญ่น้อย โขดหินจำนวนไม่น้อยยังจมอยู่ใต้น้ำ ต้นไคร้ยังไร้ใบเป็นส่วนมาก เราผ่านเรือชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ลอยลำจับปลา มีฉากหลังเป็นหมอกบางๆ คลอเคล้าภูเขาสีน้ำเงินอยู่ไกลๆ แม้อากาศจะไม่ใส แต่เราสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของสายน้ำ สงบ เงียบ ผิวน้ำไหลเอื่อยทำให้เรานิ่งตาม แต่ยิ่งน่าเกรงขามถ้านึกถึงความลึกใต้ผืนน้ำ ท้ายสุดคนขับเรือพาเราไปแวะสันทรายกว้างแห่งหนึ่งกลางน้ำ เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ หมดไปกับการเดินเล่น ถ่ายรูป ขณะที่น้องธีร์โคตรสนุกกับการเล่นทราย



เราได้ลิ้มรสอาหารครัวไม้น้ำเต็มที่ตอนมื้อเย็น ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าอร่อยทุกจานจริง พี่สายัญบอกว่าที่นี่ใช้ปลาน้ำโขงธรรมชาติไม่ใช่ปลาเลี้ยงอย่างร้านบางร้านแถวเชียงคาน รสชาติเลยแตกต่าง สังเกตได้จากหนังของปลาน้ำโขงจะบางๆ ไม่หนาแบบปลาเลี้ยงและไม่มีกลิ่นโคลน ขณะที่อาหารกำลังออกรส พี่สายัญเดินเข้ามาในวงอาหารแล้วถามว่า มีนักท่องเที่ยวอื่นนอกเหนือจากเราไหมวันนี้ เรามองหน้ากันแบบงงๆ แต่ตอบไปตามจริงว่าไม่มีกลุ่มอื่นแน่นอน นอกจากกลุ่มเรากลุ่มเดียว กินข้าวกันต่อ แต่ยังไม่หายสงสัยเรื่องคำถาม พี่ทรรศเลยอาสาไปทำหน้าที่หาความชัดเจน ได้ความว่าตอนค่ำๆ หลังจากที่เราขึ้นเรือมาแล้ว มีคนโทรไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่า ได้ยินคนร้องให้ช่วย เลยมาถามเราให้แน่ใจเผื่อมีนักท่องเที่ยวคนอื่นตกค้างอยู่ คำถามปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ กลายเป็นหลอนถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน

พี่สายัญเรียกผมให้ร่วมวงกับแกและครูใหม่ที่เพิ่งบรรจุ หลังจากที่หนิง ป๋องและพี่เงาะแยกย้ายไปอาบน้ำ ผมนั่งฟังเรื่อยๆ ครูใหม่อายุน่าจะไม่เกินเลขสามมาเช่าบ้านใกล้ๆ ร้านพี่สายัญ แกเลยอยากทำความรู้จักเพื่อนบ้านรุ่นน้อง ชวนมานั่งดื่มด้วย จากนั้นก็มีการพูดคุยกันตามประสาผุ้ใหญ่เจนจัดชีวิตกับคนรุ่นน้องที่กำลังค้นหาตัวเอง

ยิ่งดึกวงสนทนาของเรายิ่งคึกคัก พี่เงาะลงมาร่วมสนุกด้วย ครูรุ่นพี่คุยกับครูรุ่นน้อง ผมฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง เพราะแอบไปตั้งวงสนทนาใหม่กั

บพี่สายัญบ้างบางช่วง แต่ก็เข้าใจถึงอุดมการณ์ของคนเป็นครู เก่งไม่เก่งอาจจะมีผลกับวิชาชีพนี้ด้วย แต่สำคัญที่สุดคือการรักในอาชีพที่ตัวเองทำต่างหาก ผมกับพี่สายัญคุยกันเรื่องการเดินทาง แกมองจากเจ้าของบ้าน ในขณะผมมองอยู่ทางฝั่งผู้มาเยือน อย่างหนึ่งที่เราเข้าใจตรงกันว่าเจ้าบ้านก็ต้องการต้อนรับ ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี แต่บางทีเจอปัญหาน่าน้อยใจ เมื่อนักท่องเที่ยวบางคนยึดติดรีวิวจนลืมเข้าถึงชุมชนและคนท้องถิ่น

มาแค่เที่ยวตามเช็คลิสต์แล้วก็กลับ ทั้งที่จริงเจ้าของบ้านกับแหล่งข้อมูลท้องที่มีอะไรให้รู้จักมากกว่า การเดินทางของบางคนเลยฉาบฉวยแค่ไปให้เจอแต่เข้าไม่ถึง

สำหรับผมการทำความรู้จักกับเจ้าของบ้าน มันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน แล้ววันหนึ่งความรู้สึกนี้จะกวักมือเรียกให้กลับไปที่เดิมอีกครั้งและอีกหลายๆ ครั้ง ที่จริงไม่ได้มีเหตุผลอื่นใดที่มากไปกว่าการรับผิดชอบความสัมพันธ์ ยิ่งเราเห็นค่าความผูกพันธ์ ยิ่งทำให้การเดินทางสวยงามขึ้นอีก

ระหว่างการสนทนากำลังออกรสออกชาติ เสียงโทรศัพท์พี่สายัญดังขัดจังหวะ แกเดินไปรับแล้วคุยไม่กี่นาที เหมือนจะชวนใครมาร่วมวงอีก ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นชายร่างท้วมเดินเข้ามา พี่สายัญแนะนำอาจารย์พังให้ผมรู้จัก ที่จริงแกชื่อตั้ม เป็นช่างภาพสายอินดี้อยู่ที่บ้านบ่อในสังคมนี่แหละ เพราะแนวคิดที่ค่อนข้างนอกกรอบเลยได้ฉายาประมาณนั้น ช่วงท้ายของการพูดคุยรอบดึก พี่สายัญเฉลยว่า จากที่ได้เห็นลักษณะ ท่าทาง การพูดคุยกับกลุ่มเรา บังเอิญอาจารย์ตั้มมาอยู่แถวๆ นั้น เลยโทรเรียกมาร่วมวงด้วย แกบอกว่าช่างภาพด้วยกันคงคุยกันรู้เรื่องกว่า สุดท้ายพี่สายัญเลยแนะนำให้เปลี่ยนที่ดูทะเลหมอกจากภูห้วยอีสันเป็นภูผาดักแทน ผมตัดสินใจและตอบตกลงโดยไม่คิด แต่ต้องเดินไกลกว่าและชันกว่าเกือบๆ กิโล ลืมนึกไปว่ามีพี่ทรรศ ก่อและน้องธีร์ด้วย จะเอายังไงต้องรอพรุ่งนี้ตีสี่อย่างเดียว

คืนนั้นฝนยังปรอยๆ นอนลุ้นตลอดว่าพรุ่งนี้อากาศจะพาเราไปเจอทะเลหมอกไหม ตีสี่กว่าๆ ทีมเราพร้อม ครอบครัวพี่ทรรศตกลงเอาไงเอากันกับพวกเรา แค่ไม่กี่นาทีจากร้านพี่สายัญ เราจอดรถด้านล่างสำนักสงฆ์ ทางเดินขึ้นชันเกินสี่สิบห้าองศา แม้ไม่ไกลแต่สำหรับคนที่เดินภูกระดึงมาก่อนแล้ว ยิ่งหนักเอาการอยู่ ยิ่งก่อกับพี่ทรรศต้องแบกน้องธีร์ขึ้นบ่ากับความชันไม่ใช่เล่น

ฟ้ายังครึ้มๆ ดูไม่ค่อยเป็นใจกับการมาเยือนของพวกเราเท่าไหร่ แต่พอถึงเวลาสำคัญธรรมชาติก็ตอบแทนความพยายามได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ทะเลหมอกหนา ทาบทับขุนเขา บางเวลาลมพัดกระจายหมอกให้บางลง เผยให้เห็นแม่น้ำโขงด้านล่างสีทอง แผ่นดินลาวบนอีกฝั่งของแม่น้ำโขงยังถูกระบายด้วยหมอกขาวระเรี่ยทิวเขาเขียว ยิ่งสายเรายิ่งเห็นการเลื่อนไหลของทะเลหมอกไปตามแรงลม เคลื่อนตัวราวมีชีวิต

อย่างที่พี่สายัญบอก ภูห้วยอีสัน เราจะไปตอนไหนก็ได้ แต่ที่นี่อาจต้องมีเรื่องราวมากกว่านั้น

ภาพต่างๆ ของเมื่อวานค่อยๆ วนมาในหัว มันเกี่ยวเนื่องกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มเข้าไปพูดคุยกับพี่สายัญ แล้วแกโทรหาอาจารย์พัง เราคุยกันถึงเรื่องมุมมองของคนเที่ยวกับเจ้าของถิ่น จนผมได้รู้จักภูผาดักเมื่อคืน แล้วได้มายืนตะลึงความสวยงามอยู่ตรงนี้ เช้านี้

ครัวไม้น้ำคือจิ๊กซอร์ชิ้นเล็กสำคัญมากๆ ที่ได้พาพวกเราไปรู้จัก ผู้คน แม่โขง และขุนเขาแถบนี้ ถึงจะไม่ใช่ที่สุดของความสวยงาม ณ เวลานี้ แต่มันคือที่สุดของเรื่องราวการเดินทางริมน้ำโขงครั้งหนึ่ง

ติดต่อ : พี่สายัญ ร้านอาหารครัวไม้น้ำ บ้านม่วง อ.สังคม 085 001 7411

 

About the author

extremechan

photo diaries from a man in the travel trap
เรื่องเล่าจากภาพของคนติดกับ(ดัก)การเดินทาง

Leave a Comment

Shares
Loading...