“กิ่วแม่ปาน” ต้องครั้งที่สี่ถึงได้ขึ้นสวรรค์

ชอบไหม?

“ไปตั้งหลายครั้งยังไม่เคยเห็นเลย” “ตอนเราไปทำไมไม่ได้แบบนี้” “ไม่เคยเห็นสวยแบบนี้บ้างเลย” และอีกหลายคอมเมนต์แนวนี้เด้งขึ้นมาเมื่อผมโพสต์รูปทะเลหมอกที่กิ่วแม่ปาน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาลงในเฟซบุ๊ก

ใช่ครับ ผมโชคดีมากที่ได้เห็นอลังการงานสร้างแห่งกิ่วแม่ปาน แต่ก็อยากจะบอกแหละว่ากว่าจะได้แบบนี้ ผมต้องกลับมาซ่อมเป็นรอบที่สี่เชียวนะเฟ้ย (ฮา…)

ทริปนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปลายเดือนพฤศจิกายน วันที่ 28-30 คนข้างกายเธอลาหยุดได้สามวันสองคืน ตีตั๋วรถทัวร์ไปเชียงใหม่ทิ้งไว้แต่ยังไม่มีจุดหมายหรอก พอดีเห็นฟีดเฟซบุ๊กเด้งบอกว่าอินทนนท์อากาศหนาวแล้วนะ เลยตกลงกันว่าขอลองวัดดวงทะเลหมอกกิ่วแม่ปานอีกสักรอบแล้วกัน หลังผิดหวังมาตลอดกับสามครั้งแรก เจอทั้งแบบฟุ้งขาวโพลนและเปิดโล่งโจ้งไม่มีแววหมอกสักนิด

เป้าหมายทริปนี้มีเพียงอย่างเดียวและที่เดียวครับ ลงรถแล้วลุยกันเลย


(1)

ขึ้นดอยอินทนนท์ครั้งไหนผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตลอด ใช้บริการรถเช่าร้านประจำ Bikky สาขาอาเขต สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ เที่ยวนี้เลือกฮอนด้า คลิก เพราะอินทนนท์ขึ้นไม่ยาก มัดเป้มัดเต็นท์ท้ายรถแล้วยังมีที่นั่งสบายกว่ารถเกียร์ธรรมดา

คราวนี้ไม่คิดจะเที่ยวที่ไหนมาก ออกจากอาเขตก็ดิ่งไปอินทนนท์ เส้นง่ายและสั้นที่สุดคือทางหลวง 108 ผ่านอำเภอหางดง สันป่าตอง ดอยหล่อ เข้าจอมทอง เลี้ยวขวาขึ้นเขา แต่ผมมีทางแนะนำนิดหน่อยก่อนเข้าเส้น ทล. 108 คือจากเชียงใหม่ให้ไปทางอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และแยกต้นเก๋วน เพื่อต่อเข้า ถนน ชม. 3035 เลี่ยงเมืองหางดง-สันป่าตอง จนไปบรรจบกับ ทล.108 เมื่อพ้นตัวอำเภอสันป่าตองมาแล้ว ระยะทางมากกว่าแต่ถนนโล่งเพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปี วิ่งสบายย่นเวลาได้เยอะ

ขี่เรื่อยๆ พักรถกินข้าว กินกาแฟ สักสามชั่วโมงก็ถึงด่านตรวจอุทยานฯ น้ำตกแม่กลาง ก่อนขึ้นสู่อินทนนท์ เสียค่าธรรมเนียมให้เรียบร้อย ผู้ใหญ่ 50 บาท มอเตอร์ไซค์ 20 บาท

จากนั้นยิงยาวขึ้นบ้านขุนกลางหาที่กางเต็นท์ (ตอนนี้ทำถนนอยู่สองสามช่วง ระวังและใจเย็นสักนิดนะครับ) แถวนี้มีลานกางเต็นท์เยอะอยู่ ชื่อดังหน่อยก็ ดอยชัวร์ญ่า กับชลธารวิว แล้วก็ยังมีของเอกชนอื่นๆ อีกสามสี่แห่ง แต่ขาอุทยานฯ อย่างผมไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนที่ดงสน อช.ดอยอินทนนท์ ทุกครั้งนั่นแหละ

จะนอนที่ลานกางเต็นท์ดงสน เราต้องเข้าไปติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตรงที่ทำการอุทยานฯ ก่อนนะครับ จ่ายค่าธรรมเนียมค้างแรม 30 บาท ต่อคน ต่อวัน หากจะเช่าเต็นท์และเบาะรองนอนก็ต้องติดต่อตรงนี้ด้วย จากนั้นค่อยนำบัตรค่าธรรมเนียมไปยื่นที่ลานกางเต็นท์ซึ่งอยู่ห่างออกไปสักสี่ร้อยเมตร ส่วนการเช่าหมอน ผ้าห่ม เตาถ่าน ให้มาเช่าตรงลานกางเต็นท์ได้เลย

เลือกทำเลแล้วกางโลดครับ อากาศเย็นสบาย นักท่องเที่ยวประมาณหนึ่งแต่ไม่ถือว่าแออัดอะไร

วันนี้ก็นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่ลานกางเต็นท์นั่นแหละ จนเย็นย่ำค่อยออกไปกินอาหารประจำดอย หมูกะทะนั่นไง เลือกร้านที่อยู่ติดกับดอยชัวร์ญ่า ชุดละ 400 บาท กินสองคนพุงกางเลย

ขากลับลานกางเต็นท์แวะเก็บภาพบ้านขุนกลางสักนิด ไฟจากแปลงดอกไม้ดูสวยดีเหมือนกัน ฉากหลังเป็นภูเขาและน้ำตกสิริภูมิ


(2)

วันแห่งการลุ้นระทึก ตื่นตั้งแต่ตีสี่หน่อยๆ ให้คุณเธอมีเวลาแต่งสวยเล็กน้อย พอตีห้านิดๆ ก็บิดมอเตอร์ไซค์ฝ่าความหนาวขึ้นกิ่วแม่ปาน ระยะทาง 14 กิโลเมตร ช่วงแรกๆ กำลังทำถนนฝุ่นคลุ้งไปหมด

ถึงที่จอดรถแล้วเวลายังเหลือเฟือให้เติมท้อง หน้ากิ่วแม่ปานมีร้านอาหารสองร้าน ขายข้าวต้ม หมูย่าง ไก่ย่าง ของกินเล็กๆ น้อยๆ ขอบอกนิดว่าร้านทางซ้าย – ที่เราหันหน้าเข้านะ ค่อนข้างโอเคกว่า หนาวระดับเลขตัวเดียวแบบนี้ได้กินอะไรร้อนๆ มันรู้สึกดีจริงๆ

กินเสร็จแล้วเดินไปจุดชมวิวริมถนนเพื่อชมแสงเช้า ฝั่งพระอาทิตย์ขึ้นแสงสวยเชียวทว่าไม่มีหมอก แต่พอหันมองไปทางถนนที่เราขึ้นมาเท่านั้นแหละ โอ้โห… หมอกมาเต็ม รู้เลยว่าวันนี้แหละสมหวังสักที

ใกล้เจ็ดโมงพระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นแนวเมฆสักที รอไม่ไหวแล้ว (โว้ย) ใจมันลอยไปหาทะเลหมอกกิ่วแม่ปาน เพราะฉะนั้นเลิกรอพระอาทิตย์ไปเดินเข้ากิ่วกันเลยดีกว่า

กฎการเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานมีง่ายๆ คือต้องมีไกด์ท้องถิ่น (ชาวม้ง) ดูแลทุกครั้ง ไม่อนุญาตให้เดินตามอำเภอใจ ไม่ว่าจะคุณจะเป็นโคตรเซียนเดินป่ามาจากไหนก็ตาม เหตุผลง่ายๆ คือเพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชน และเพื่อเป็นหูเป็นตาไม่ให้คุณทำอะไรนอกลู่นอกทาง

ค่าใช้จ่ายไกด์หนึ่งคนต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งกรุ๊ปคือ 200 บาท ถ้าอยากหาคนแจมรวมกลุ่มกันก็รออยู่ด้านหน้าทางเข้าแล้วตกลงกันเองได้เลย

เส้นทางสามกิโลเมตรเศษๆ ขึ้นๆ ลงๆ ชันบ้างบางจังหวะ จุดชมวิวอยู่กึ่งกลางคือกิโลครึ่งนิดๆ ป่าที่กิ่วแม่ปานสวยจับใจครับ ระหว่างทางก็มีป้ายสื่อความหมาย อธิบายเรื่องราวทางธรรมชาติตามสไตล์อุทยานแห่งชาติ

ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงจุดสื่อความหมายที่ 7 เรียกว่าทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ นั่นแหละครับคือจุดแรกที่ได้เอ่ยทักทายทะเลหมอกแห่งกิ่วแม่ปาน อยากจะกรี๊ดเสียจริงๆ (ฮา…)

ก้าวเท้าฉับๆ เร่งให้ถึงจุดชมวิว แล้วสวรรค์ก็ปรากฎตรงหน้า ทะเลหมอกขาวปุกปุยทอดตัวไกลสุดลูกหูลูกตา แม่แจ่มที่อยู่เบื้องล่างไม่ต้องมองหาเลยเพราะตกอยู่ใต้สายหมอกทั้งอำเภอ

งามระดับไหน? ก็ระดับที่ไกด์สาวชาวม้งหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายวีดีโอ ถ่ายรูปเก็บไว้เยอะพอๆ กับเรา “วันนี้สวยที่สุดแล้วค่ะ” เธอบอก ได้ยินแล้วปลาบปลื้มเหลือเกิน

ใช้เวลาชมความงามที่จุดชมวิวเกือบสี่สิบนาที ถ่ายภาพจนไม่รู้ว่าจะถ่ายมุมไหนอีกแล้วค่อยเดินกันต่อ ทะเลหมอกยังหนานุ่มตลอดแนวหน้าผา

เมื่อถึงตรงที่มองเห็นพระมหาธาตุเจดีย์คู่ คือพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ก็หมายถึงจุดที่เราต้องโบกมือลาทะเลหมอก เส้นทางตัดกลับเข้าป่าอีกครั้ง ขอยืนจ้องไว้นานๆ หน่อยนะ

เดินอีกสักสี่สิบนาทีก็กลับมาถึงหน้าทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน (เดินเป็นวงกลมกลับมาออกจุดเดิม) เราใช้เวลารวมด้านใน 2.45 ชั่วโมง ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วล่ะ

ภารกิจลุล่วง ฟิน สมใจ เอาไงกันต่อดี… หลังออกมานั่งกินข้าวเหนียวหมูย่างไก่ย่างจนอิ่มแปล้เลยชวนคุณเธอขึ้นยอดดอยที่อยู่ห่างไปอีกสองกิโลเมตร ที่นั่นมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกแห่งคืออ่างกา เดินสบายไม่เหนื่อยเหมือนกิ่วแม่ปาน ถ้าจะให้สวยที่สุดต้องช่วงฤดูฝน มีทั้งหมอก ความชุ่มฉ่ำ และความเขียวขจี แต่ตอนนี้ก็เที่ยวได้เหมือนกัน

ใช้เวลาไม่นานก็เดินรอบอ่างกา เราสองคนเห็นสมควรตรงกันว่าจะกลับไปนอนเอาแรงสักงีบ ระหว่างทางลงมีวิวให้ต้องร้องโอ้อีกรอบ ทะเลหมอกริมทางไม่จางหายไปไหน มองนาฬิกาบอกเวลา 12.40 น. เข้าไปแล้ว

หลังได้นอนพักเอาแรงสักนิดแล้วก็คิดกันว่าน่าลองไปเที่ยวอีกหนึ่งเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอินทนนท์คือ น้ำตกผาดอกเสี้ยว บ้านแม่กลางหลวง เพราะช่วงนี้น้ำคงกำลังเยอะกว่าที่เคยมาตอนกลางเดือนมกราคม

แม่กลางหลวงเป็นบ้านชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ อยู่ก่อนถึงบ้านขุนกลางสักห้ากิโลเมตร การจะเดินเส้นทางนี้ให้ติดต่อที่ร้านกาแฟสมศักดิ์ข้างในหมู่บ้าน มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าไกด์ 200 บาท ต่อกรุ๊ป และรถที่มาส่งเราตรงจุดเริ่มเดินริมถนน 200 บาท ปกติเราวอล์คอินไปติดต่อได้เลย แต่ถ้าอยากโทรนัดก่อนเพื่อความชัวร์ก็โทรได้ตามเบอร์ในภาพเลยครับ

ทางเดินที่นี่สบายๆ เพราะลงกับลงอย่างเดียว น้ำตกมีหลายชั้นลดหลั่นกันลงมา สดชื่นและสวยมาก

เดินเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปทุกชั้น สักชั่วโมงก็มาถึงชั้นไฮไลท์ของน้ำตกผาดอกเสี้ยว หรือที่หลายคนเรียกน้ำตกรักจัง เพราะเป็นโลเกชั่นในหนังชื่อเรื่องดังกล่าว ถ่ายภาพยากมากครับเพราะละอองน้ำกระเซ็นตลอด แต่ผลที่ได้มาก็ไม่ขี้เหร่ล่ะนะ

พ้นจากน้ำตกเราก็เข้าสู่เขตนาขั้นบันได (ตอนนี้เกี่ยวหมดแล้ว) จนกลับมาถึงร้านกาแฟ เขามีกาแฟให้เราชิมฟรีด้วยนะ เป็นสินค้าคุณภาพของแม่กลางหลวง บอกเลยว่าคอกาแฟต้องติดใจ

นั่นแหละคือทั้งหมดของวันนี้ สามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และอลังการทะเลหมอกสมดั่งที่ตั้งใจ


(3)

นาฬิกาปลุกตีสี่หน่อยๆ ผมลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจสลัดความง่วง ทะเลหมอกเมื่อวานอาจสมใจก็จริง แต่ผมมันคนโลภมากเรื่องสัมผัสธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจะเหลือเช้าอีกหนึ่งวันให้เสียโอกาสเปล่าๆ ทำไมกัน ขึ้นกิ่วแม่ปานวัดดวงอีกครั้งดีกว่า

คราวนี้เราเปลี่ยนแผนนิดหน่อยคือจะเดินเข้าไปชมแสงเช้าที่จุดชมวิวด้านในกันด้วย (ปกติกิ่วเปิดให้เข้าตั้งแต่หกโมงเช้า แต่หากใครต้องการดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงจุดพระมหาธาตุเจดีย์สามารถนัดแนะไกด์เพื่อเข้าไปก่อนหน้านั้นได้ครับ ส่วนผมไปแค่จุดชมวิวเริ่มเดินหกโมงเช้าก็ทัน)

ก่อนจะเข้ากิ่ว ขอแวะแชะภาพทะเลดาวสักใบตรงลานจอด ฮ. นิดหน่อย อากาศเช้านี้สามองศา หนาวดึ๋งถึงใจ

เข้ากิ่วแล้วรีบจ้ำทันที และไม่ผิดหวังเลยเพราะแม้หมอกจะไม่หนากินพื้นที่เต็มเท่าเมื่อวาน แต่ท้องฟ้าอาบด้วยแสงหลากสี ที่สำคัญการเข้ามาเร็วทำให้จุดชมวิวคนน้อย ไม่ต้องแย่งใครถ่ายรูป

กดชัตเตอร์รัวๆ แสงแบบนี้เล็งแล้วลั่นยังไงภาพก็สวย

นานพอควรจนเริ่มมีกรุ๊ปนักท่องเที่ยวทะยอยเข้ามาหนาตาขึ้นเรื่อยๆ เราจึงไปต่อ อิ่มความงามแล้วล่ะให้คนอื่นสัมผัสกันบ้าง พอเดินถึงจุดที่มองเห็นพระมหาธาตุแล้วก็แทบกลืนน้ำลาย วันนี้ทะเลหมอกฝั่งแม่แจ่มอาจไม่หนามาก แต่อีกฝั่งคือที่สุดของที่สุดไปเลย

และเมื่อกลับออกมาด้านนอก นี่คือสิ่งที่เราเห็นครับ ไปให้คำบรรยายเอาเองละกัน (ฮา…)

ตั๋วรถขากลับของเราเป็นรอบเย็นเลยมีเวลาเหลือพอสมควร กลับไปเก็บของเก็บเต็นท์เสร็จเรียบร้อยก็แค่บ่ายโมงเท่านั้น เลยขอแวะไปน้ำตกแม่ยะ อีกไฮไลท์ของอินทนนท์สักหน่อย เพราะดูจากปริมาณน้ำที่ผาดอกเสี้ยวเมื่อวาน เชื่อว่าตอนนี้แม่ยะต้องกำลังสวยแน่นอน

น้ำตกแม่ยะอยู่บนดอยอินทนนท์นี่แหละแต่เป็นคนละฝั่งกับทางขึ้นยอดดอย หากลงจากดอยมาอำเภอจอมทอง ก่อนถึงถนนใหญ่ ทล.108 นิดเดียวจะเจอสามแยกเลี้ยวขวาเข้าไปน้ำตก ก็ตามป้ายไปเรื่อยๆ ได้เลย 16 กิโลเมตร

ใครลงจากดอยเก็บบัตรค่าธรรมเนียมอุทยานฯ ที่เราเสียไปแล้วไว้ด้วยนะ หรือถ้าแวะเที่ยวแม่ยะก่อนขึ้นดอยก็ไม่ต้องไปเสียซ้ำตรงด่านตรวจน้ำตกแม่กลาง อุทยานฯ เดียวกันจ่ายทีเดียวพอ

จากที่จอดรถเดินอีกไม่ถึงกิโลก็เจอน้ำตกแม่ยะแล้วล่ะ ความสวยงามดูตามภาพได้เลย สำหรับผมที่นี่ถือเป็นน้ำตกเที่ยวง่ายที่สวยสุดๆ แห่งหนึ่ง มาถึงอินทนนท์แล้วถ้ามีเวลาไม่อยากให้พลาด

นั่นแหละครับ สามวันสองคืนกับภารกิจล่าหมอกกิ่วแม่ปาน ซึ่งนอกจากสถานที่และเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่างๆ ในรีวิวนี้ ดอยอินทนนท์ยังมีที่เที่ยวอีกเยอะครับ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกสิริธาร น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ดอยผาตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี หรือจะไปขุนวาง จุดดูพญาเสือโคร่งยอดฮิตก็ได้ด้วย

หน้าหนาวทีไรผมมักคิดถึงอินทนนท์ทุกที และถึงจะฟินกับทะเลหมอกแล้วครั้งนี้ แต่รับรองว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะมาเที่ยวแน่นอน เจอกันใหม่อีกครั้งเมื่ออยากเจอแล้วกันนะ


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller


About the author

นายสองสามก้าว

Leave a Comment

Shares
Loading...