ธรรมชาติ / เดินป่า / อ่างขาง / ฤดูฝน สวยสงบสยบทุกสิ่ง

“ภูเขาของพ่อ” ดอยอ่างขาง มากมายด้วยความสวยงาม ร่ำรวยด้วยความเป็นมา จากดอยห่างไกลเมืองแต่ใกล้ชายแดน อุดมไปด้วยพืชคร่าชีวิตอย่างฝิ่น เปลี่ยนแปลงสู่ผืนป่าสมบูรณ์หลากหลาย เป็นสถานที่วิจัยพืชผลที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่เที่ยวปักหมุดในฤดูหนาวของผู้คนทั่วสารทิศ

ว่าแต่ว่า แล้วอ่างขางหน้าฝนเป็นอย่างไร

เจอคำถามนี้กระทั่งคนเที่ยวอ่างขางมาแล้วหลายรอบยังไม่รู้ด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยไปหน้าฝน โลว์ซีซั่น กรีนซีซั่น ที่นักท่องเที่ยวลดน้อยลงจนแทบไม่เห็นใคร ขนาดผมเองยังไม่เคยเที่ยวอ่างข่างหน้าฝนเช่นกัน

จนถือเป็นโชคดีล่ะมั้ง เดือนพฤษภาคมต้นฤดูฝนที่ผ่านมา รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง / Angkhang Nature Resort ได้เชื้อเชิญสอบถามมาว่าผมสนใจลองเที่ยวอ่างขางฤดูฝนบ้างไหม มีดีกว่าที่หลายคนมองข้ามอยู่นะ … นั่นแหละครับ ทริปอ่างขางฤดูฝนซึ่งผมเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนจึงเกิดขึ้น

และเป็นทริปที่ทำให้ผมหลงรักฤดูฝนมากขึ้นอีกด้วย


(1)

อย่างที่หลายคนคงทราบคือเที่ยวดอยอ่างขางสะดวกที่สุดต้องรถส่วนตัว พาหนะของเราไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากมอเตอร์ไซค์เช่าร้านประจำที่สถานีขนส่งเชียงใหม่ อาเขต ส่วนใครไม่ถึกทนเหมือนเรา แนะนำเช่ารถยนต์ดีกว่าครับ (ฮา…) หาเช่าง่ายทั้งจากสนามบินหรือในตัวเมือง

เส้นทางขึ้นดอยอ่างขางมีสามเส้น หนึ่งทางตรงกับสองทางอ้อม ทางตรงคือขึ้น ทล.1249 ที่อำเภอฝาง เป็นทางตัดดิ่งขึ้นดอย ลาดชัน รถยนต์เล็กหรือคนขับไม่ชำนาญควรเลี่ยงเส้นนี้ ส่วนทางอ้อมคือขึ้นจากอำเภอเชียงดาว หรืออำเภอไชยปราการ ซึ่งจะไปเจอกันที่บ้านสินชัยแล้วขึ้นสู่อ่างขางต่อไป ทางไม่ชันเท่าเส้นตรง

ครั้งนี้ผมเลือกขึ้นทางเชียงดาว จากถนนหลัก ทล.107 มาถึงแยกเมืองงายตัดกับ ทล.1178 ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยจะเจอป้ายบอกทางไปอ่างขาง ผ่านน้ำตกศรีสังวาลย์ อุทยานแห่งชาติผาแดง บ้านอรุโณทัย แล้วจึงเริ่มขึ้นเขาจนถึงบ้านสินชัย (แยกที่บรรจบกับเส้นจากไชยปราการ) แล้วขึ้นเขาต่อเนื่องถึงดอยอ่างขาง ระยะทางจากแยกเมืองงายราว 80 กิโลเมตร

เทียบจากเริ่มต้นตรงแยกเมืองงาย ขึ้นทางฝางหรือเชียงดาวก็ระยะไล่เลี่ยกันครับ แถมทางเชียงดาวใกล้กว่า 4-5 กิโลเมตรด้วยซ้ำ แต่ขึ้นฝั่งเชียงดาวต้องใช้เวลามากกว่าเพราะถนนแคบกว่า คดเคี้ยวกว่า แลกกับความชันน้อยกว่า ส่วนทางฝางเราวิ่งถนนใหญ่ฉิวๆ แล้วตัดตรงดิ่งขึ้นดอยเลย

แอบบอกนิดว่าผมแวะพักเที่ยวที่บ้านนาเลาใหม่ ดอยหลวงเชียงดาว หนึ่งคืน เดินทางออกจากเชียงดาวสายๆ ไปถึงดอยอ่างขางตรงจุดชมวิวม่อนสนใกล้บ่ายโมง บรรยากาศดีมาก ช่วงนี้ไม่เปิดให้กางเต็นท์ มีแค่เราสองคนมาชมวิวฟินกันไป

ที่พักทริปนี้คือ รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง ซึ่งบริหารโดย เดอะ โมเสค คอลเลคชั่น (The Mosaic Collection) ในเครือ ONYX หรือที่เรารู้กันว่าเป็นเครือเดียวกับโรงแรมอมารีนั่นเอง ผมใช้คำว่าบริหารโดย เพราะเจ้าของที่แท้จริงไม่ใช่อมารี หรือ ONYX แต่เป็นโครงการหลวงต่างหาก

ความเป็นมาของรีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง เกิดขึ้นจากหลายฝ่ายในพื้นที่ช่วยกันสร้างที่พักระดับมาตรฐานเพื่อรองรับแขกบ้านแขกเมือง นักวิชาการ หรือชาวต่างชาติที่มาศึกษาดูงานโครงการหลวงบนดอยอ่างขาง เมื่อโรงแรมสร้างเสร็จก็ได้อมารีเข้ามาช่วยดูแลบริหารให้ พื้นที่ของโรงแรมก็เป็นของโครงการหลวงนั่นแหละ อยู่ติดสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

เป็นการคลายข้อสงสัยครับว่าทำไมบนอ่างขางถึงมีรีสอร์ทระดับติดดาวเพียงแห่งเดียว และมาเปิดได้อย่างไร

ทุกสิ่งแวดล้อมในรีสอร์ทต้องใช้คำว่าร่มรื่นมาก แทบไม่ต่างจากเดินเล่นในสถานีเกษตรหลวง สูดหายใจสดชื่นเต็มปอดจริงๆ และตกแต่งกลมกลืนกับธรรมชาติสมชื่อ

อุณหภูมิในหน้าฝนครับ เที่ยวอ่างขางช่วงนี้เย็นสบายแน่นอน

ห้องพักมี 76 ห้อง ลักษณะเดียวกันแต่แบ่งเป็นสองโซนคือ ดีลักซ์ เมาน์เท่น ตั้งอยู่บนเนินเขา และดีลักซ์ การ์เด้น ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนหย่อมด้านล่าง และเป็นห้องพักของเราสองคนครับ

แอบบอกนิดหน่อยว่าราคาห้องพักช่วงโลว์ซีซั่นหน้าฝนลดลงจากหน้าไฮสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์เชียวล่ะ ห้องดีลักซ์ เมาน์เท่น เริ่มต้นพร้อมอาหารเช้า สำหรับเข้าพักสองคน ไม่ถึง 1,600 บาท เท่านั้นเอง คุ้มเว่อร์มาก >>> https://th.mosaic-collection.com/angkhang

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ในส่วนของห้องอาหารมีทั้งโซนเอาท์ดอร์ (มีหลังคากันฝน) และอินดอร์ เลือกนั่งได้ตามสะดวก ซึ่งอากาศดีๆ แบบนี้ผมขอนั่งด้านนอกดีกว่านะ

พักที่ รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง รับรองว่าได้ทานพืชผลสดใหม่ทุกวันเพราะวัตถุดิบเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นผลิตผลในโครงการหลวงและชาวบ้าน แต่ละฤดูจะมีไฮไลท์ต่างกัน ช่วงที่เราเข้าพักเดือนพฤษภาคม เป็นฤดูลูกพีช (แต่เราถนัดเรียกว่าลูกท้อ)

จัดไปสิครับเมนูเด่นจากลูกพีช ของคาวเป็นซี่โครงหมูอบซอสลูกพีช ของหวานคือเครปไอศกรีมซอสลูกพีช และเครื่องดื่มเป็นน้ำลูกพีชปั่น เอามาแบบครบเซ็ตเลยเชียว เพิ่มเติมด้วยน้ำพริกอ่องอีกเมนู ขอบอกว่าอร่อยมาก

ทานเสร็จแล้วเข้าห้องพักกัน พื้นที่ 36 ตารางเมตร ถือว่ากว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมตามมาตรฐานโรงแรมเครือเดียวกับอมารี ทีวี ตู้เย็น กาต้มน้ำ โต๊ะทำงาน ไดร์เป่าผม ตู้เซฟ เสื้อคลุมอาบน้ำ ฯลฯ ในห้องน้ำฝักบัวเป็นระบบน้ำร้อนน้ำเย็น

ที่นี่ไม่มีเครื่องปรับอากาศนะครับเพราะไม่จำเป็นต้องใช้ ที่เราต้องการมากกว่าคือสิ่งนี้… เตียงนอนซึ่งรองด้วยผ้าห่มไฟฟ้าให้ความอบอุ่นควมคุมด้วยรีโมตคอนโทรล กิ๊บเก๋ถูกใจอย่างแรง

ตรงระเบียงหน้าห้องมีเก้าอี้ให้นั่งเล่นพักผ่อน ปล่อยใจไปกับวิวสวนเขียวๆ ในอ้อมโอบของภูเขา นี่แหละครับความสดชื่นของอ่างขาง

เราลงมาเดินเล่นในสวนหย่อม ดอกไม้และนกเยอะมากโดยเฉพาะปรอดหัวโขน บางคนเรียกว่านกกรงหัวจุก บินเป็นฝูงนับสิบๆ ตัว ตอนแรกผมว่าจะขี่รถไปเที่ยวสถานีเกษตรหลวงหรือที่อื่นสักหน่อย แต่พอเจอแบบนี้แล้วปรากฏว่าไม่ต้องไปไหนเลย เดินส่องนกรอบที่พักก็ฟินเว่อร์แล้ว

ในรีสอร์ทปลูกต้นซากุระญี่ปุ่นเยอะมาก หากเป็นช่วงฤดูหนาวราวธันวาคม มกราคม จะออกดอกกันสะพรั่งเลยทีเดียว

เดินชมนกชมไม้จนมาถึงสวนเจ้านายซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตรงนี้เป็นพื้นที่รวมต้นไม้ทรงปลูกของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ รวมถึงพระราชอาคันตุกะ

ผมถ่ายรูปจนเม็มโมรี่แทบหมดแม็ก เพลินจนลืมเวลา มองนาฬิกาอีกทีหกโมงครึ่งเข้าไปแล้ว เมนูมื้อเย็นขอเป็นอาหารถิ่นแล้วกัน ไก่ทอดเครื่องเทศยูนนาน ลาบหมูคั่ว ผัดเห็ดหอมอ่างขาง เป็นเห็ดหอมแบบต้นเล็กๆ เหนียวหนึบนิ่มกำลังดี ทุกเมนูอร่อยเลยครับ ยิ่งแกล้มกับผักสดนะ เด็ดมาก

ค่ำนี้อากาศกำลังดี 22 องศา ฝนตกพรำๆ สักราวสามสี่ทุ่มทำให้เรามีความหวังในการพบทะเลหมอกพรุ่งนี้มากขึ้น อาบน้ำอุ่นเข้านอนเอาตัวซุกในผ้าห่มแสนสบาย พรุ่งนี้เช้ารอลุ้นกันครับ


(2)

ตีห้านิดๆ ตั้งปลุกเอาไว้เพราะช่วงนี้สว่างค่อนข้างเร็ว ฝนหยุดตกตั้งแต่กลางดึกแล้ว เรื่องอาบน้ำไม่ต้องห่วงข้ามไปได้เลย อากาศแบบนี้อาบบ่อยๆ ทำไมกัน (ฮา…) แต่งตัวเสร็จสรรพรีบดิ่งตรงไปม่อนสน เห็นแล้วแทบกรี๊ดเพราะวันนี้ถึงจะไม่เรียกว่าเต็มพื้นที่ แต่ทะเลหมอกก็มาตามนัดนะจ๊ะ

เราชมทะเลหมอกกันที่ฐานปฏิบัติการอ่างขาง เป็นหน่วยทหาร อยู่ข้างๆ กับม่อนสนนั่นแหละ เลือกตรงนี้เพราะให้มุมสวยกว่าและใกล้หมอกมากกว่านิดหน่อย

แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่จุดหมายแท้จริงของเราหรอกครับ เพราะเราจะขึ้นไปชมทะเลหมอกบนยอดสูงสุดของดอยอ่างขาง 1,928 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งทางเดินขึ้นอยู่ข้างฐานปฏิบัติการฯ เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกจัดทำไว้ สามารถเดินเองไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง ระยะประมาณ 640 เมตร ใช้เวลาแบบไม่เร่งรีบก็ราวสี่สิบนาที พกน้ำไปคนละขวดแล้วลุยกัน

ช่วงแรกเป็นทางชันขึ้นเขาตรงนี้เหนื่อยแน่นอน แต่พอขึ้นถึงไหล่เขาแล้วจะมองลงมาเห็นวิวมุมสูง ฐานปฏิบัติการฯ และจุดชมวิวม่อนสน อยู่ข้างล่าง ชื่นใจคลายเหนื่อยได้เยอะ

ออกแรงเดินต่ออีกทีละน้อย เส้นทางไม่ยาก ชัดเจน และไม่มีอันตราย ยิ่งมีทะเลหมอกอยู่ข้างๆ แบบนี้ขอบอกว่าแทบลืมความเหนื่อยไปเลย

และไม่เกินความพยายาม เรามาอยู่บนจุดสูงสุดดอยอ่างขาง แนะนำสุดๆ ว่าสายลุยต้องมาให้ถึงครับ เป็นอีกหนึ่งยอดเขาที่น่ามาเก็บแต้มสะสมคะแนน อย่าทำเป็นเล่นไปนะจุดนี้ความสูงตั้งเกือบสองพันเลยเชียว

ที่พิเศษที่สุดของที่สุด ความสวยของทะเลหมอกทั้งหมดที่ผมว่ามาทั้งตรงฐานปฏิบัติการฯ และยอดดอยอ่างขาง เป็นของเราเพียงสองคนเท่านั้น ไม่มีนักท่องเที่ยวอื่นใดใครอีก… มันฟินขนาดไหนคิดเอาแล้วกัน

ดี่มด่ำหมอกขาวจนพอใจ เราค่อยกลับมาทานอาหารเช้า ปกติช่วงโลว์ซีซั่นคนน้อยไม่ถึงห้าห้อง รีสอร์ทจะจัดแบบ a la cart แต่เราโชคดีเล็กน้อยเพราะมีกรุ๊ปเล็กๆ เข้าพักด้วย วันนี้จึงเป็นไลน์บุฟเฟ่ต์

อาหารที่นี่อาจไม่ได้หลากหลายอลังการแบบโรงแรมห้าดาวหรือรีสอร์ทในเมืองท่องเที่ยว แต่ก็เหมาะกับการอยู่บนดอยอ่างขางครับ ข้าวต้มเห็ดหอมร้อนๆ แฮม ไส้กรอก เมนูไข่ ขนมปังหลากชนิด ข้าวสวย กับข้าว ผัดผัก

ที่ไม่มีทางผิดหวังแน่นอนคือสลักผักสดๆ กับผลไม้หลากชนิดซึ่งเวียนตามฤดูกาล ในโครงการหลวงปลูกอะไรเราจะได้ทานแบบนั้น ลูกพีช (ลูกท้อ) คือนางเอกของเดือนนี้ ส่วนลูกพลัม (ลูกไหน) ถือเป็นนางรอง และที่เป็นซิกเนเจอร์ได้แก่น้ำสลัดส้มแครอท นอกจากสีสวยรสชาติยังอร่อยมาก

วันนี้กินมื้อเช้าให้อิ่มหน่อยเพราะเรามีกิจกรรมเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอ่างขาง ซึ่ง รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง กำลังพยายามยกระดับให้เป็นกิจกรรมแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่ใช่เพียงแค่การขึ้นมาดูหมอก อาบอากาศหนาวๆ ถ่ายรูปเล่น แล้วก็กลับเหมือนที่ปกติทำกัน

เส้นทางมีหลากหลาย เป็นลักษณะของทางสั้นๆ ต่อเนื่องเชื่อมกัน รีสอร์ทสามารถพาเที่ยวตามความเหมาะสมและความต้องการของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแบบสั้นฮาล์ฟเดย์ 3-4 ชั่วโมง หรือฟูลเดย์ 6-7 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายกิจกรรมและไกด์ท้องถิ่นนำทางสอบถามโดยตรงได้กับทางรีสอร์ท www.facebook.com/Angkhang.Nature.Resort หรือ 053450110, 0884114640

สายลุยอย่างผม (ไม่ได้นึกถึงคนไปด้วยเลย… ฮา) ต้องแบบจัดเต็มสิครับ เส้นทางเริ่มต้นจากหอประชุมในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ผ่านทางเดินศึกษาธรรมชาติต่างๆ มาทะลุออกไร่ชา 2000 แล้วเดินต่อตามถนนสู่บ้านนอแล กลับเข้าป่าชุมชนจนสิ้นสุดที่บ้านขอบด้ง รวมประมาณ 10 กิโลเมตร ผ่านทั้งป่าปลูก ป่าพื้นฟู ป่าชุมชน ถนนคอนกรีต พื้นที่เกษตร หมู่บ้าน ได้เห็นอะไรมากมาย ทางบางช่วงก็ชัน บางช่วงก็พอราบๆ สลับกันไป

เหยี่ยวรุ้งกำลังบินร่อนตรงจุดชมวิวเส้นทางสนหนามล่าง กับความสวยงามรายทาง เป็นเส้นทางป่าสนที่ผมชอบมากครับ และแนะนำเส้นนี้เป็นเส้นห้ามพลาดเลย

ตรงนี้เป็นฟาร์มแพะด้านล่างไร่ชา 2000 หากมาเที่ยวตอนเช้า (จะเดินมาหรือขับรถมาก็แล้วแต่) ซึ่งเป็นเวลาที่ฟาร์มกำลังรีดนมแพะ เราสามารถขออนุญาตเขาลองทำดูด้วยได้นะ

ช่วงกลางวันเราแวะพักทานข้าวที่โรงงานชาอ่างขาง เป็นสถานที่อบและผลิตชาของโครงการหลวง ชมวิวสวยพร้อมกับข้าวอร่อยที่ทางรีสอร์ทเตรียมให้ ได้ลิ้มรสน้ำพริกดาราอั้ง (ชื่อเรียกสุภาพของชาวปะหล่อง) ทานกับผักลวกเข้ากันมากครับ

จุดนี้เราเดินอยู่ที่บ้านนอแล ชาวบ้านกำลังหาจักจั่นซึ่งกำลังส่งเสียงลั่นป่าเพื่อนำไปทอดกิน วิธีการง่ายๆ คือทากาวตรงปลายไม้ไผ่แล้วแตะไปที่ปีกของมัน แค่นั้นก็เรียบร้อย ตาดีตาไวก็หาได้เยอะครับ

จากจุดเริ่มต้นตอนสิบโมงตรง เราเดินถึงที่หมายคือบ้านขอบด้งใกล้สี่โมงเย็น แอบตัดเส้นทางบางส่วนออกไปตามความเหนื่อย (ฮา…) ค่อนข้างโชคดีเพราะถึงบ้านขอบด้งก็ได้พบกับครูเรียม สิงห์ทร ครูอาสาผู้อุทิศชีวิตเพื่อเด็กชาวเขาตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 “ฉันฝากเด็กชาวเขาเหล่านี้ด้วย ตัวฉันอยู่ไกล ครูดูแลด้วยนะ”

น่าเสียดายว่าเราเวลาน้อย และครูก็เวลาน้อยเพราะมีภารกิจที่ กทม. จึงได้คุยกับครูเรียมเพียงไม่นาน คราวหน้าคราวหลังขอให้มีโอกาสเจอคุณครูใหม่นะครับ

รถของรีสอร์ทมารับที่บ้านขอบด้ง เห็นว่าเวลายังพอมีเราเลยแวะเที่ยวถ่ายรูปเล่นกับดอกไม้สวยๆ ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางสักหน่อย ไม่ว่าจะฤดูไหนดอกไม้ที่นี่ก็สวยเสมอ

แอ่น…แอ๊น… และมื้อเย็นของเราที่ รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง วันนี้ เป็นเมนูพราวด์ลี่ย์พรีเซ็นต์เพราะกำลังอินเทรนด์ ชาบูหมาล่า หรือแปลเป็นไทยว่าจิ้มจุ่มน้ำซุปหมาล่านั่นเอง (ฮา…) ใครไม่รู้จักหมาล่าคงต้องบอกว่าเป็นเครื่องเทศสมุนไพรของจีน ที่ตอนนี้ระบาดไปทั่วทุกตลาดในเมืองไทย

น้ำซุปเผ็ดร้อนให้รสชาติชาๆ ตรงปลายลิ้น ผักสดๆ เห็ดสดๆ ไส้กรอก แฮม วุ้นเส้น ใส่ลงไปสิ เป็นเซ็ตที่โดนใจมาก ซดน้ำเป่าปากกันสะใจ ปกติเรากินแต่จิ้มจุ่มรสชาติอีสานหรือไม่ก็กระเดียดไปทางสุกี้อะไรแบบนั้น เจอรสชาติซุปหมาล่าเข้าไป อร่อยแท้หนอ


(3)

วันสุดท้ายของการท่องเที่ยวดอยอ่างขางฤดูฝน หลังจากได้ทะเลหมอกสวยๆ เมื่อวานนี้ ผมจึงตัดสินใจจะใช้เวลาตอนเช้านอนพักผ่อน ซึ่งจริงๆ เป็นข้ออ้างจากการเดินสิบกิโลมากกว่า (ฮา…) ตื่นสายๆ ออกมาเดินเล่นชมสวนสูดอากาศสดชื่นแล้วค่อยไปทานอาหารเช้า

ผมชอบนะหน้าฝนเพราะมองทางไหนก็เขียว เป็นฤดูที่เราสามารถสูดไอดินกลิ่นหญ้าได้สดชื่นอย่างที่สุด ยิ่งอยู่ในพื้นที่อ้อมโอบของขุนเขาเช่นนี้ก็ยิ่งดีไปใหญ่ ที่สำคัญยังเงียบสงบ คนน้อย จะเที่ยว จะถ่ายรูป ตรงไหนให้รู้สึกสบายใจไปทั้งหมด

เราเช็คเอาต์ตอนเที่ยงตามกำหนดเวลา ขี่รถมอเตอร์ไซค์ปุเลงๆ กันลงกลับมาทางเดิมอำเภอเชียงดาว ผ่านแม่แตง แม่ริม กลับสู่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ ยังเหลือเวลาให้เปิดประตูเข้าร้านนวดแผนไทย ใช้เวลาผ่อนคลายความเมื่อยล้าสักชั่วโมง

อ่างขางหน้าฝน สวย สงบ และน่าเที่ยวมาก เหมือนกับป่าหรือภูเขาทั่วไทยทุกที่นั่นแหละ ที่ผมชอบช่วงกรีนซีซั่นมากกว่าความแห่งแล้งในฤดูหนาว ตามประสาคนชอบเที่ยวธรรมชาติอยู่แล้ว

แค่อยากให้มาลองดูครับ ถ้าคุณอยากหลงรักฤดูฝนเหมือนกับผม


8 ข้อดี เที่ยวอ่างขาง “หน้าฝน”

    • รีสอร์ที่พักลดราคาลงกว่าครึ่ง ติดต่อที่พัก รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง >>> https://th.mosaic-collection.com/angkhang หรือ www.facebook.com/Angkhang.Nature.Resort หรือ 053450110 , 0884114640
    • นักท่องเที่ยวน้อย บรรยากาศเงียบสงบ ร้านค้าและร้านอาหารอาจเปิดน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องแย่งกินแย่งเที่ยว แย่งถ่ายรูปกับใคร
    • ขับรถสบาย จอดรถสะดวก ไม่มีปัญหารถติดบนดอย
    • มีลุ้นทะเลหมอกในทุกวัน หากในช่วงเช้าอากาศค่อนข้างดีและไม่มีฝนตก
    • ดอกไม้ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางสวยงามไม่แตกต่างจากฤดูหนาว
    • มีผลิตผลต่างๆ ที่ออกลูกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น มาหน้าหนาวไม่ได้กินนะ
    • เส้นทางศึกษาธรรมชาติสดชื่นและชุ่มชื่นด้วยสีเขียว สามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะสมเดินได้ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม รีสอร์ท ธรรมชาติ อ่างขาง โทร. 053450110 , 0884114640 หรือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โทร. 053969489
    • ได้สัมผัสวิถีผู้คนบนอ่างขางอย่างใกล้ชิดและเป็นมิตร ในฤดูนี้ชาวบ้านเองก็ไม่ต้องแข่งขันในเรื่องการหารายได้จากการท่องเที่ยวเช่นกัน

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller


 

About the author

นายสองสามก้าว

Leave a Comment

Shares
Loading...