ลังกาน้อย ลังกาหลวง ผาโง้ม 3 คืน 4 วัน พิชิตขุนเขาสามจังหวัด

เป้าหมายสูงสุดปีนี้คือลังกาน้อย-ลังกาหลวง… เพื่อนสายเที่ยวคนหนึ่งหล่นวาจาตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้นปี ถึงขนาดฟิตร่างกายลดน้ำหนักลงกว่า 30 กิโลกรัม เพราะได้ยินกิตติศัพท์ความโหด พอเวลาล่วงเข้าปลายปีที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ อำเภอเวียงป่าเป้า เชียงราย แจ้งเปิดการท่องเที่ยวออกมา ก็แน่นอนว่าเป็นไฟต์บังคับต้องจัดไปสิครับ

ปกติ อช.ขุนแจ เปิดเส้นทางท่องเที่ยว ดอยลังกาน้อย ดอยลังกาหลวง ผาโง้ม ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงกุมภาพันธ์ จะเลือกแบบ สี่วันสามคืน หรือสามวันสองคืน ก็ตามสะดวก เดินเส้นทางเดียวกัน สำหรับทริปเราเลือกต้นเดือน พ.ย. เป็นกรุ๊ปที่สองที่มาเดินในปีนี้

วิธีการจองทริปไม่ยากเลยโทรเข้าอุทยานฯ เบอร์เดียวจบทุกอย่าง ทั้งจองวัน รถรับ-ส่ง ลูกหาบ โอนค่ามัดจำล่วงหน้าสักหน่อย เบ็ดเสร็จใช้เวลาไม่กี่นาที ถ้าไม่ใช่ช่วงหยุดยาวหรือเทศกาล ไม่มีปัญหาในการจองครับ (ค่าใช้จ่ายต่างๆ ผมทิ้งไว้ให้ท้ายรีวิวนะ)

บอกอีกนิดว่าทางอุทยานฯ จัดตั้ง “ชมรมท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติขุนแจ” เพื่อบริหารงานการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ สมาชิกชมรมมีทั้งเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ชาวเขาจากหมู่บ้านรอบๆ มีการจัดคิว หักรายได้เข้าส่วนกลาง แบ่งปันผลปลายปี ทำกันดีน่าสนับสนุนมาก อยากให้ทุกอุทยานฯ ทำกันแบบนี้เลย

ต่อมาก่อนจะเที่ยวต้องทำความรู้จักกับพื้นที่สักหน่อย ดอยลังกาน้อย ลังกาหลวง ผาโง้ม เป็นยอดเขาบนผืนป่าเชื่อมต่อ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง โดยที่ทริปเดินป่าอยู่ในความดูแลของ อช.ขุนแจ ขอใช้คำว่าดูแลเพราะมันมีเหตุผลครับ

ความจริง อช.ขุนแจ ครอบคลุมพื้นที่เพียงอำเภอเดียวเท่านั้นคือ เวียงป่าเป้า เชียงราย และยอดลังกาน้อยก็ไม่ได้อยู่ในเขตขุนแจ ตามพิกัดอยู่เขต อช.แม่ตะไคร้ ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ แต่นั่นแหละครับ ขุนแจตั้งเป็นอุทยานฯ มาก่อน มีความพร้อมมากกว่า เลยเป็นผู้ดูแลเรื่องการท่องเที่ยว แม้เส้นทางบางส่วนจะไม่ได้อยู่ในขุนแจก็ตาม

เส้นทางสามารถขึ้นจากฝั่งบ้านแม่ตอนหลวง ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ผ่าน ลังกาน้อย ลังกาหลวง ผาโง้ม แล้วมาลงสถานีทวนสัญญาณดอยสันยาว ซึ่งก็อยู่ ดอยสะเก็ด เช่นกัน หรือจะเลือกขึ้น ผาโง้ม มาทาง ลังกาหลวง ลังกาน้อย ก็ได้ โดยกรุ๊ปเราเลือกเส้นทางแรก

เล่าแบบนี้ไม่งงนะ ลองดูแผนที่ประกอบครับ

พอรู้เรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับทริปนี้กันแล้ว ลุยโลดครับ


(1)

จุดนัดพบสมาชิกแปดคน ของเราคือสถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ หรืออาเขตนั่นแหละ แยกเดินทางกันมาจาก กทม. โคราช. ชลบุรี ถึงเวลานัดแปดโมงเช้าก็กระโดดขึ้นกระบะเจ้าหน้าที่ที่มารอรับไปที่ทำการอุทยานฯ เวียงป่าเป้า เชียงราย ใช้เวลาชั่วโมงเศษ

ระหว่างทางแวะตลาดสันทรายซื้อเสบียง เป็นจุดแวะจุดเดียวครับ 7-11 ก็มีเช่นกัน ขาดเหลืออะไรก็ให้พร้อมตั้งแต่ตรงนี้ ยกเว้นข้าวเช้าและเที่ยงที่เราไปกินที่ทำการอุทยานฯ

เก้าโมงสิบห้าถึงที่ทำการฯ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือจ่ายเงินค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งลงทะเบียน กรอกรายละเอียดผู้ร่วมเดินทางทุกคน และอย่างที่บอกสามารถสั่งอาหารตามสั่งกิน รวมทั้งใส่ห่อเป็นข้าวกลางวันได้ด้วย

กรุ๊ปของเราแปดคน คนนำทางหนึ่งกับลูกหาบสองเป็นชาวมูเซอ 10.30 น. พร้อมแล้วขึ้นรถกันครับ นั่งรถย้อนกลับมาทางเชียงใหม่เพื่อไปบ้านแม่ตอนหลวง

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงจุดเริ่มเดิน ป้ายบอกระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ถึงลังกาน้อย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าจริงๆ ไกลกว่านั้นอยู่นิดหน่อย

เราสตาร์ตกัน 11.45 น. หลังจากเดินชิลผ่านสวนกาแฟมาไม่กี่ร้อยเมตรก็เริ่มทางชันกันเลย แม้ร่มไม้จะเยอะ แต่ก็เล่นเอาเหงื่อหยดติ๋งๆ ไปตามกัน

เดินมาประมาณกิโลเดียวพวกเราก็เจองานเข้า ลูกหาบบอกว่ามีผึ้งหลวงแตกรังอยู่ข้างหน้า คงเป็นส่วนที่เหลืออยู่จากรังที่มีชาวบ้านมาตีเอาไป นั่นทำให้เราไม่สามารถเดินตามเทรลปกติ ต้องหาทางอ้อมลงหุบแล้วค่อยตัดขึ้นมาใหม่ ย่องไปหลบไป บางคนโดยฝูงผึ้งบินวนเวียนเป็นสิบตัว มีคนโดนต่อยด้วยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย ยังดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรหนักเพราะผึ้ง

แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็นำมาซึ่งอุบัติเหตุ…

ระหว่างตัดขึ้นเขา สาวหนึ่งเดียวของทริปโชคร้ายโดนก้อนหินหล่นลงมากระแทกเข่าเต็มๆ แผลไม่ใหญ่แต่ลึกได้เลือดจนเดินต่อไม่ไหว หลังจากคุยกันแล้วได้ข้อสรุปว่ายังไงพวกเราที่เหลือก็ต้องไปต่อ ส่วนคนเจ็บจะกลับไปพร้อมกับสมาชิกอีกคนโดยมีลูกหาบช่วยพาไปส่ง

เราเสียเวลาไปกับเรื่องนี้รวมแล้วเกือบสองชั่วโมงแต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในเรื่องการเดิน เพราะอีกแค่สองชั่วโมงต่อมาก็ถึงจุดที่เห็นยอดลังกาน้อยตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พอเดินเข้าไปใกล้อีกนิด อีกนิด ใจก็ชักหวั่น เพราะต้องแหงนคอมองกันเลยทีเดียว

คำขู่ที่ว่าลังกาน้อย ลังกาหลวง เป็นทริปโหดติดดาวมารู้สึกเอาตอนนี้แหละครับ ระยะทางสั้นก็จริงแต่ความชันเต็มร้อย แถมหินยังร่วนต้องไต่ช้าๆ ระวังทุกฝีก้าวเชียวล่ะ

แต่ความเหนื่อยมีผลตอบแทน ขึ้นมาถึงยอดเขาแล้วต้องร้องว้าว ทะเลภูเขาสวยมากถ่ายรูปเพลินเลย ประกอบกับเป็นเวลากำลังใกล้เย็น ผมก็เลยเอ้อระเหยรอถ่ายแสงโพล้เพล้ด้วยเลย ทิศตะวันตกที่มองออกไปคือเขตลำปาง ส่วนมองย้อนทางขึ้นมาคือเชียงใหม่ จากข้อมูลของอุทยานฯ ความสูงตรงนี้ 1,747 เมตร

ด้านนี้มองเห็นยอดลังกาหลวงด้วยครับ พ้นด้านหลังลังกาหลวงไปคือฝั่งเชียงราย

บนนี้มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์นาคปรกประดิษฐานอยู่ แปลกดีครับเพิ่งเคยเห็นพระนอนนาคปรกเป็นครั้งแรก รวมถึงมีพระเจดีย์ประดิษฐานอีกองค์หนึ่งด้วย

จุดตั้งแคมป์ของเราอยู่เลยยอดลังกาน้อยไปสัก 200 เมตร เป็นแอ่งพอหลบลมได้ พวกเราก็จัดการกางเต็นท์ตั้งแคมป์ง่ายๆ ตามระเบียบ

สำหรับอาหารการกิน แม่ครัวหัวป่าก์ประจำทริปต้องกลับไปแล้ว หนุ่มๆ ที่เหลือก็แสดงฝีมือตามมีตามเกิดแหละนะ (ฮา…)

ช่วงหัวค่ำเมฆลอยมาปกคลุมท้องฟ้าเยอะอยู่ พอฟ้าเริ่มเคลียร์เลยชวนเพื่อนไปถ่ายภาพดาวบนยอดสักหน่อย แม้ว่าทางช้างเผือกลับขอบฟ้าไปแล้วแต่ก็ได้ดาวสวยพอสมควร


(2)

นอนหลับสบายชนิดเรียกกว่าสลบเหมือด เราตื่นเช้ามาเพื่อพบว่าตัวเองจมอยู่ในหมอกขาวโพลน มองไปทางไหนก็โอโม่เหลือเกิน รออยู่บนยอดดอยสักพักก็ยอมแพ้เดินกลับมาลงทำกับข้าวกินดีกว่า

แต่ระหว่างเดินกลับลงมาหมอกที่เคยหนาทึบจู่ๆ ก็คลายตัว ภาพจุดตั้งแคมป์ของเราต้องบอกว่าสวยมาก พอกดชัตเตอร์สะใจแล้วผมก็ใส่เกียร์อาร์หันหลังขึ้นยอดลังกาน้อยอีกรอบ บรรยากาศที่ได้สัมผัสต้องบอกว่าสดชื่นสุดใจ แทบทุกนาทีภาพที่เห็นตรงหน้าจะเปลี่ยนไป หมอกหนาบ้าง บางบ้าง สุดยอดมาก

พวกเราไม่มีอะไรให้รีบร้อน กว่าจะกินข้าว เก็บแคมป์ และเริ่มเดินก็ปาเข้าไปเกือบสิบโมง ลูกหาบบอกว่าเส้นทางวันนี้ 7 กิโลเมตร จึงถึงจุดตั้งแคมป์ตีนดอยลังกาหลวง

หลังจากเดินตามทุ่งหญ้าบนไหล่เขาสักแป๊บ เราก็ตัดลงเข้าป่าเขียวขจี พอถึงลำธารซึ่งสามารถกรอกน้ำกินได้ก็จะเจอป้ายชี้บอกไปลังกาหลวง

ขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นๆ ลงๆ ป่าบ้าง หญ้าบ้าง ป่าบ้าง หญ้าบ้าง ผ่านเนินแล้วเนินเล่า เช่นเดียวกับสายหมอกที่มาบ้างหายบ้าง สิ่งหนึ่งต้องยอมรับคือเส้นทางเดินจากลังกาน้อยไปลังกาหลวงสวยมาก เป็นป่าดิบเขาที่มีเสน่ห์จนตกหลุมรักเลยล่ะ

ใกล้เที่ยงถึงจุดพักกินข้าวของเรา ป้ายติดบอกว่าลังกาหลวงอีก 4 กิโลเมตร เป็นจุดที่เหมาะกับการนั่งพักสุดๆ ยกเว้นสิ่งที่ลูกหาบไม่ได้บอกเราคือ… ทาก

หลังจากอยู่สบายกันตลอดเมื่อวาน นับตั้งแต่นี้แหละคือเวลาที่เราต้องเผชิญกับเจ้าเพื่อนรัก ไม่ถือว่าเยอะมากแต่ก็มีไม่ใช่น้อย เดี๋ยวคนนั้นเจอ คนนี้เจอ ผมเองก็เสียท่าโดยจิ้มสองสามทีเหมือนกัน ขาใส่ถุงกันทากก็กระดึ๊บๆ มาถึงเอวเชียวล่ะ

ทนทากไม่ไหวรีบกินรีบเดินต่อ เข้าช่วงบ่ายดูเหมือนหมอกจะฟุ้งมากขึ้น จะว่าเสียดายก็เสียดายครับที่มองไม่เห็นวิว แต่จะว่าดีก็ดีเพราะป่าแบบนี้มันสดชื่นอย่าบอกใคร

พวกเรามาถึงจุดตั้งแคมป์ตีนดอยลังกาหลวงราวบ่ายสองโมงครึ่ง จากจุดนี้ลูกหาบบอกว่าขึ้นยอด 1 กิโลเมตร สิ่งที่หวังคือเดี๋ยวเย็นๆ ฟ้าอาจเปิดให้ชมวิว ทว่าสิ่งที่เกิดคือบ่ายสามฝนตก และจนกระทั่งฟ้ามืดสนิทก็ยังไม่หยุด

พวกเรารวมกลุ่มใต้ฟลายชีต ทำกับข้าว คุยหัวเพราะเฮฮาเรื่อยเปื่อย จนถึงเวลาเริ่มง่วงก็ต่างคนต่างมุดเข้าเต็นท์ไปนอนฟังเสียงฝนเปาะแปะ สายฝนทำให้ชีวิตของเราช่างชิลเหลือเกิน


(3)

เมื่อคืนฝนหยุดประมาณตีสอง ผมตื่นตีห้าเพื่อเตรียมตัวขึ้นยอด แอบหวังลึกๆ ว่าเมื่อถึงยอดเราจะขึ้นไปอยู่เหนือหมอกขาวโพลน แต่ความจริงไม่ใช่ความฝัน

ตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตร จากแคมป์ถึงยอด ความสูง 2,031 เมตร ขาว ขาวกว่า ขาวมาก คุยเล่นกับคนนำทาง เขาบอกว่าปกติขึ้นมาสี่ในห้าครั้ง ถ้าไม่เจอทะเลหมอกสวยๆ อย่างน้อยก็ฟ้าเปิดโล่ง มีไม่กี่ครั้งที่จะได้เจอแบบเรา คือไม่เห็นอะไรเลย (ฮา…)

ถ้าฟ้าเปิดตรงนี้จะเห็นสามจังหวัดล่ะครับ อช.ขุนแจ เชียงราย อช.แม่ตะไคร้ เชียงใหม่ และ อช.แจ้ซ้อน ลำปาง น่าเสียดายที่วันนี้เราไม่มีโชค

รอจนถึงแปดโมงก็ทำใจกลับลงมาที่แคมป์ พอกินข้าวเสร็จสักพัก ผมเห็นว่าเหมือนจะมีแดดบางๆ บางทีฟ้าข้างบนอาจพอเปิดนิดหน่อยเลยชวนเพื่อนขึ้นยอดอีกรอบ ผลปรากฏคือเราขึ้นไปเพื่อเจออะไรที่เคยเห็นมาแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสักนิด

ช่วยไม่ได้ล่ะนะธรรมชาติมันก็แบบนี้ พอเที่ยงวันได้เวลาขึ้นเป้ ระยะทางจากแคมป์ลังกาหลวงไปผาโง้มแค่สัก 4 กิโลเมตรเท่านั้น

เดินกันมาประมาณยี่สิบนาทีก็ถึงบริเวณที่เรียกว่าผากุหลาบ (เพรากุหลาบพันปีขึ้นอยู่หนาแน่น) สิ่งที่เรารอคอยมาตั้งแต่เช้าก็เป็นจริงถึงจะไม่ได้อยู่บนยอดลังกาหลวงก็ตาม หมอกเริ่มบางลงเปิดเผยให้เห็นทิวทัศน์มากขึ้นทีละน้อย

มองจากผากุหลาบจะเห็นผาโง้มชูยอดแหลมอยู่ข้างหน้าไม่ใกล้ไม่ไกล ประกอบกับหมอกกำลังลอยขึ้นมาจากป่าและฟ้าที่เปิดมากขึ้น ขอใช้คำว่า… ไม่มีคำพูดใดจะสามารถบรรยายภาพที่เห็นได้เลย

ผมเสพสุขกับความสวยเบื้องหน้าอยู่นานสองนานแล้วค่อยเดินต่อ บรรยากาศระหว่างทางที่ผากุหลาบงามมากมายครับ

แต่ แต่ แต่ ความสุขอยู่กับเราได้ไม่นานเท่าไหร่ เพราะขณะกำลังพยายามดันตัวเองปีนขึ้นไปสู่ผาโง้มอันสูงชัน อีกไม่เกินร้อยเมตรจะถึงอยู่แล้ว ฝนก็ตกลงมา ความหวังจะได้เห็นภาพสวยๆ หายวับไปกับตา วิวรอบข้างกลับมาขาวโพลนอีกครั้ง

จุดตั้งแคมป์อยู่ข้างล่างอีกฝั่งผาโง้ม หากว่าขาขึ้นจากทางลังกาหลวงเรียกว่าชันสุดติ่ง ขาลงไปทางแคมป์ก็ต้องใช้คำว่าไม่ต่างกัน ฝนที่เทลงมาก็มีแต่จะช่วยเพิ่มความลำบากให้มากขึ้น เป็นขาลงที่โหดระยับ จิกเท้าจนท้อ หัวเข่าเริ่มเจ็บจี๊ด กว่าจะถึงข้างล่างสภาพสะบักสะบอมสุดๆ

ช่วงที่เราไปถึงมีนักท่องเที่ยวอีกสองกรุ๊ปที่ขึ้นวันนี้เดินคนละทางกับเรามาตั้งแคมป์ก่อนแล้ว เราเลยต้องเดินลึกเข้าไปตั้งแคมป์อีกจุดกลางป่า

ฝนยังตกไม่เลิก เรานั่งหลบอยู่ใต้ฟลายชีตนานสองนาน หาของกินเล่นก็แล้วจนถึงทำกับข้าวมื้อหนักก็แล้ว สุดท้ายต่างคนต่างต้องกางเต็นท์ของตัวเองกลางสายฝน เป็นสภาพที่เปียกปอนสุดขีดเละเทะสุดยอด แถมมีทากคอยตามรังควาญเป็นระยะ

หลังเข้าเต็นท์กันได้ ความเคลื่อนไหวของพวกเราก็สงบนิ่ง ไม่มีข้าวเย็น ไม่มีมื้อค่ำ ไม่มีใครอยากเปียกอีกแม้แต่เล็กน้อยจากที่เปียกกันอยู่แล้ว ที่ต้องการคือซุกตัวอยู่ในถุงนอน ถึงแม้มันออกจะชื้นๆ ไปสักหน่อยก็เถอะ (ฮา…)


(4)

ผมหลับตั้งแต่หัวค่ำ หลับยาวแบบไม่สนใจนาฬิกา ไม่สนใจวันใหม่ รู้แค่ว่าฝนน่าจะหยุดประมาณเที่ยงคืนเศษ กว่าจะเริ่มเอี้ยวตัวบิดขี้เกียจก็ฟ้าสว่างหกโมงเช้าเรียบร้อย

เรี่ยวแรงดูเหมือนว่าจะยังไม่กลับมาจนกระทั่งได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า “โอ้โห ทะเลหมอกสวยมาก” นั่นแหละถึงกับสะดุ้งลุกพรวดมาเตรียมกล้องอย่างว่องไว เสียงตะโกนเป็นของเพื่อนร่วมทางอีกกรุ๊ปที่ยังกระปรี้กระเปร่ากันอยู่

ขาขึ้นผาโง้มไม่ใช่ง่าย แต่พอเป็นตัวเปล่ามีแค่กล้องไม่ใช่สัมภาระถ่วงหลังเหมือนเมื่อวานก็สบายกว่าเก่าเยอะ

วิวบนผาโง้มสวยมากครับ ถึงฟ้าไม่ใสแต่ก็ได้บรรยากาศเช้าหลังฝนเต็มๆ มีทะเลหมอกอยู่หนึ่งแอ่งไม่ใกล้ไม่ไกลให้พวกเราได้ยิ้มกว้าง มีช่วงที่พระอาทิตย์สาดแสงอ่อนๆ ลอดเมฆหมอกมาให้ร้องว้าวอีกด้วย

หลังจากดื่มด่ำบรรยากาศสักพัก เราก็สังเกตเห็นว่าลมจากฝั่งดอยลังกาหลวงกำลังพัดหมอกให้มารวมกันที่ผาโง้มแห่งนี้ ทุกนาทีที่ผ่านไปภาพที่เราเห็นก็สวยขึ้น จนไม่เกินสิบนาทีทะเลหมอกทั้งผืนก็มาอยู่ตรงหน้า ภาพมุมเดิมที่เคยถ่ายต้องถ่ายซ้ำใหม่หมดเลยทีเดียว

หันมองทางไหนก็เจอทะเลหมอกรอบทิศ แต่นั่นแหละมากเกินไปใช่ว่าจะดี เพราะอีกไม่นานถัดมาความขาวฟุ้งก็เข้าปกคลุมผาโง้ม

ลงมากินข้าว เก็บแคมป์ 9.30 น. จึงเริ่มสตาร์ตออกตัวครั้งสุดท้าย เดินตามเส้นทางจากผาโง้มไปตามแนวสันเขาที่เรียกว่าดอยสันยาว เป็นสันเขาที่ยาวสมชื่อ บางช่วงเป็นสันคมมีดด้วยนะ ทว่าต้นไม้ปกคลุมทั้งสองฝั่งเล่นไม่น่าหวาดเสียเท่าไหร่ ทางเดินขึ้นๆ ลงๆ แต่ถ้าเทียบกับสามวันที่ผ่านมาถือว่าสบายเหลือเกิน

ทางประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงครึ่งก็มาโผล่จุดสิ้นสุดของเราคือที่สถานีทวนสัญญาณดอยสันยาว หรือเรียกกันติดปากว่าสถานีเรดาร์ ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ มีรถเจ้าหน้าที่มารอรับอยู่แล้ว

นั่งรถกลับไปยังที่ทำการฯ อาบน้ำอาบท่า กินข้าว กลับมาอาเขตเชียงใหม่ยังไม่สี่โมงเย็น ก็หาร้านส้มตำน้ำตกนั่งกินข้าว กินเบียร์ คุยกันสนุกสนาน ก่อนแยกย้ายทางใครทางมันตามรอบรถที่จองกันไว้

สี่วันสามคืน ลังกาน้อย ลังกาหลวง ผาโง้ม เป็นเส้นทางเดินที่สวยมากครับ ความโหดสำหรับการเดินสามคืนถือว่าไม่เยอะ (แต่ถ้าสองคืนล่ะหนักหน่วงแน่นอน) มีความสนุกสะใจแบบเต็มๆ ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมที่นี่เป็นท็อปลิสต์ของสายเดินป่าที่ยังไงก็ต้องมา และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ควรมาหลายครั้งด้วยซ้ำ

พี่คนที่บาดเจ็บกลับไปก่อนบอกว่ายังไงต้องมาแก้ตัวให้ได้ และจะต้องลากกันมาใหม่ให้ครบทั้งก๊วนเดิม ซึ่งขอบอกเลยว่าผมเฝ้ารอเวลานั้นเลยล่ะ


สรุปเส้นทางเดิน 4 วัน 3 คืน

วัน 1 : บ้านแม่ตอนหลวง >>> 4 กิโลเมตร >>> ดอยลังกาน้อย
วัน 2 : ดอยลังกาน้อย >>> 7 กิโลเมตร >>> ดอยลังกาหลวง
วัน 3 : แคมป์ >>> 1 กิโลเมตร >>> ยอดลังกาหลวง >>> 4 กิโลเมตร >>> ผาโง้ม
วัน 4 : ผาโง้ม >>> 5 กิโลเมตร >>> สถานีทวนสัญญาณดอยสันยาว


สรุปค่าใช้จ่ายกับทางอุทยานฯ

ค่ารถรับส่ง อาเขต-ที่ทำการฯ 1,700 บาท
ค่ารถรับส่ง ที่ทำการฯ-จุดเดิน 1,900 บาท
ค่าคนนำทาง ลูกหาบ 2,000 บาท ต่อลูกหาบ 1 คน
(ให้แบกน้ำหนักเกิน 20 กิโลกรัม คิดกิโลละ 70 บาท)
ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน 20 บาท ต่อคน
ค่าธรรมเนียมค้างแรม 30 บาท ต่อคน ต่อคืน
ค่าประกันอุบัติเหตุ 60 บาท ต่อคน

* หลังจองวันแล้ว อุทยานฯ จะให้โอนค่าใช้จ่าย 20% เพื่อเป็นการยืนยันทริป


ข้อมูลการท่องเที่ยวสักนิด

  • เปิดให้เที่ยวประจำปีระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงกุมภาพันธ์
  • ขึ้นได้ทุกวันในช่วงดังกล่าว ควรจองวันล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
  • จำกัดนักท่องเที่ยวตามความเหมาะสม สอบถามอุทยานฯ โดยตรง
  • เลือกทริป 4 วัน 3 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน ก็ได้ เดินเส้นทางเดียวกัน
  • ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางเท่านั้น มีแยกให้พร้อมหลงได้ตลอดเวลา
  • เส้นทางเดินทั้งทริปไม่ว่าจะขึ้นลงทางไหน ประมาณ 21 กิโลเมตร
  • ตลอดทางไม่ว่าจะชันแค่ไหน ไม่มีเชือก ไม่มีบันได ปีนป่ายกันเอาเอง
  • บนแคมป์ทั้งสามจุดมีแหล่งน้ำธรรมชาติเล็กๆ ลูกหาบจะจัดการเรื่องน้ำให้เรา
  • แคมป์แต่ละที่มีหลายจุด แนะนำนอนเต็นท์ตลอดทริปเหมาะที่สุด
  • มีทากในช่วงปลายฝนบริเวณลังกาหลวงและผาโง้ม
  • ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ หาทำเลในป่ากันเอาเอง
  • เรื่องอาบน้ำไม่ต้องพูดถึง เช็ดตัวก็ถือว่าหรูแล้ว
  • ต้องการเดินทางรถสาธารณะ จากอาเขตนั่งกรีนบัสสายเชียงใหม่-เชียงราย ไปลงที่ทำการฯ ได้
  • ความยากถ้าภูกระดึงคือ 1 ที่นี่เอาไป 4 แล้วกัน แต่ถ้าเดินแบบ 4 วัน 3 คืน ก็สบายๆ
  • ข้อมูลที่เหลือสอบถามอุทยานโดยตรง โทร. 0843665213

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller

About the author

นายสองสามก้าว

Leave a Comment

Shares
Loading...