1 วันที่ Coro Field สวนผึ้ง ทำอะไรได้บ้าง?

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมขอรีวิวอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่เรียกได้ว่านาทีนี้ใครยังไม่ได้ไปเยือนนั้นถือว่าเชยมาก นั้นก็คือ Coro Field ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  เริ่มต้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า Coro Field คืออะไร? หลายคนอาจจะเคยเห็นรูปภาพจากรีวิวต่างๆ และอาจจะคิดว่าต้องเป็นฟาร์มปลูกเมล่อนแน่เลย! ซึ่งก็ถูกต้องครับ .. แต่ยังถูกไม่หมดเพราะที่นี้มีอะไรมากกว่านั้น … มากกว่าฟาร์มปลูกเมล่อนนะสิ!

Coro Field เกิดจากความตั้งใจของ 2 หนุ่มพี่น้อง (ไฟแรง) ที่อยากจะสร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ให้เปลี่ยนมุมมองของการทำเกษตรกรรมเสียใหม่ อารมณ์แบบ “เห้ย แก! การทำเกษตรกรรมมันไม่ใช่แค่การทำนาหรือทำไร่อย่างเดียวน่ะ หากแกลองเอาการเกษตรมาใส่ไอเดียดีๆ แหวกๆ ชิคๆ อาชีพนี้ก็สามารถกลายมาเป็นสิ่งที่สนุกและน่าภาคภูมิใจได้นะเว้ย!”  จึงเป็นที่มาของสโลแกนของ Coro Field คือ  “เราไม่ได้แค่ปลูก แต่เราสร้างแรงบันดาลใจ”

ส่วนที่มาของชื่อ Coro Field ก็คือ Coro ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “เวลา” และ Field ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “สนามกว้างๆ” รวมกันจึงแปลว่า สนามสีเขียวที่จะทำให้เวลาของคุณเดินทางลง เป็นที่จะทำให้คุณมีความสุขกับจังหวะชีวิตที่ช้าลง ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวที่แสนผ่อนคลาย

unspecified (8)

การเดินทางมาที่นี้สะดวกสบายครับ ขับรถจากกทม. สู่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  ใช้เวลาประมาณ 2 ซม. นิดๆ  โดย Coro Field ตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่ มีป้ายใหญ่โตมองเห็นได้ชัดเจน หาง่าย ไม่มีหลงครับ

การรีวิวทริปนี้ของเราใช้ชื่อธีมว่า “1 วันที่ CoroField สวนผึ้ง ทำอะไรได้บ้าง?” คำแนะนำแรกของเราคือ หากตั้งใจว่าจะมาเที่ยวที่ Coro Field แล้วขอให้เผื่อเวลายาวๆ ไว้ทั้งวันเลย เพราะที่นี้มีอะไรให้ “ดู” “ทำ” และ “เล่น” มากมายโดยทริปนี้เราได้ทำกิจกรรมกันทั้งหมด 5 อย่าง จะมีอะไรบ้างตามมาเลย …

1

เริ่มต้นที่ กิจกรรมที่ 1 “DIY Havest” โซนนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าสุด เป็นแปลงปลูกผักสลัดนานาพันธ์ุหรือ Mineral Salad หลายๆ พันธ์ุในแปลงผมเชื่อเราคุ้นตากันดีจากเมนูสลัดต่างๆ ที่เราเคยทานกัน

12572962_1174723512547235_2187201877147624577_n

3

กิจกรรมของโซนนี้คือการเก็บผัดสลัดกลับบ้าน ชอบต้นไหนหรืออยากลองทานต้นไหน หยิบตะกล้าและกรรไกรไปตัดเองได้เลย และมั่นใจได้ว่าผักที่เก็บมาที่นี้ปลอดสารพิษจริงๆและที่สำคัญพืชผักต่างๆ ของ Coro Field ร่วมไปถึงเมล่อนนั้นเลี้ยงโดยน้ำแร่ธรรมชาติครับ! ทีมงานเล่าให้ฟังว่าโชคดีมากที่สวนผึ้งมีน้ำแร่อยู่ใต้ดิน ทำให้พืชผักที่นี้มีความกรอบและหวานเป็นพิเศษ ตัดผักเสร็จแล้วก็ฝากพนักงานไว้ ตอนจะกลับก็ค่อยมารับ

4

25


กิจกรรมแรกใช้เวลาไม่นานครับ มาต่อกันที่กิจกรรมที่ 2 โลด! กิจกรรมเยี่ยมชม Coro House กรีนเฮ้าส์สาธิตการปลูกเมล่อนและมะเขือเทศ อย่างที่บอกครับว่าเป็นโรงเรือนสาธิต ส่วนโรงเรือนจริงๆ อยู่ข้างหลัง ซึ่งมีจำนวนกว่า 30 โรงเรือน

Coro House ของที่นี้เป็นกรีนเฮ้าส์ขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน ควบคุมการเพาะปลูกทุกอย่างด้วยระบบอัจฉริยะหรือที่เรียกว่า Coro Brain โดยมีทีีมงามอิมพอร์ตมาจากอิสราเอลค่อยควบคุมดูแลอีกที สรุปสั้นๆ การปลูกเมล่อนของที่นี้ทุกอย่างต้องแป๊ะ ไม่ได้ปลูกขำๆ เล่นๆ

การเข้าชมกรีนเฮ้าส์จะมีวิทยากรพาชมและให้ความรู้ ก่อนเข้าไปต้องล้างมือให้สะอาด ใส่เสื้อคลุมให้มิดชิด เพราะร่างกายเรานั้นมีเชื้อโรคอและอาจจะแพร่ใส่ต้นไม้ได้

7

นี้คือหน้าตาของแปลงปลูกต้นเมล่อนสายพันธุ์ฮอกไกโดครับ  โดยจะแบ่งอีกเป็น 2 สายพันธ์ุย่อย คือ Tomi Melon และ Yoshi Melon ทั้งสองมีรสชาติและความพิเศษแตกต่างกัน

  • Tomi Melon เปลือกสีทอง เนื้อสีเขียวนวล กลิ่มหอมอบอวล รสชาติหวานเนื้อกรอบ ทานแล้วชื่นใจมาก
  • Yoshi Melon เปลือกสีเขียว เนื้อสีส้ม กลิ่นหอมนุ่นละมุน เนื้อนุ่ม หวานช่ำ ทานแล้วชื่นใจมากเช่นกัน

ไหนๆ ก็มาแล้ว เรามารู้เรียนรู้การปลูกเมล่อนของ Coro Field กันสักหน่อยนะครับ

  • ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บผลผลิต เมล่อนจะมีอายุ 3 เดือน
  • ที่นี้เขาผสมเกษรเมล่อนด้วยมือเปล่า (เพราะเป็นการปลูกแบบระบบปิด จึงไม่มีแมลงตามธรรมชาติมาช่วยผสมเกษรให้) โดยการนำเกษรตัวผู้มาดีดใส่เกษรตัวเมียด้วยมือ โดยจะทำการดีด 5 ครั้ง/ต้น เพื่อที่จะให้ได้ลูกเมล่อน 5 ลูก หลังจากนั้นเขาจะเลือกเพียงลูกเดียวเท่านั้น นั้นก็คือลูกที่สมบูรณ์ที่สุดของต้น ซึ่งจะเป็นลูกที่ถูกเก็บเกี่ยวและนำมาให้เราได้ทานกัน
  • ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวที่นี้จะไม่ใช้สารเคมีเลย เรียกได้ว่าเป็น organic 100%
  • แต่ละต้นจะมีใบเหลือไว้แค่ 25 – 27 ใบ และเป็นใบแก่เท่านั้น (ใบอ่อนที่ขึ้นมาใหม่จะถูกตัดออก) เพราะทีมวิจัยของที่นี้พบว่าการเหลือไว้แค่ 25-27 ใบจะทำให้ลำต้นสามารถดูสารอาหารมากขึ้นและนำไปเลี้ยงลูกได้ที่ดีขึ้น
  • ที่นี้จะปลูกแนวตั้งเพราะทำให้ทีมงานสามารถดูแลแต่ละต้นได้อย่างละเอียด
  • ที่นี้ไม่ใช้ดินในการปลูก แต่จะใช้ขุยมะพร้าวหรือกากมะพร้าวแทน (ผสมปุ๋ยอินทรีย์และดินนิดหน่อย) เพราะขุยมะพร้าวนั้นร่วนซุยอยู่ตลอดเวลา (ไม่จับตัวกัน) ทำให้รากของต้นไชไปได้ไกลขึ้น หาอาหารได้เยอะขึ้น จึงทำให้ลำต้นใหญ่ขึ้น และทำให้ลูกโตไวขึ้น

เห็นไหมละครับว่าเขาไม่ได้ปลูกเล่นๆ ทุกต้นดูแลกันชนิดที่เรียกว่าละเอียดหยิบ เพื่อให้ได้ลูกเมล่อนที่สมบูรณ์ที่สุดและหวานกรอบที่สุด

ฟังวิทยากรบรรยายจบก็สามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้ จากนั้นเราก็เดินทะลุไปที่กรีนเฮ้าส์ถัดไป ใช้ปลูกมะเขือเทศครับ

8

12592738_1174724979213755_2570381136779876732_n

อันนี้เป็นแปลงมะเขือเทศสายพันธุ์ Holland Cherry เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก ส่งตรงจากประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งปรกติจะแพงกว่ามะเขือเทศทั่วไปถึง 10 เท่า

Holland Cherry ที่ถูกที่นี้แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ย่อยเช่นเดียวกับเมล่อนครับ

  • Red Holland Cherry ผลกลม เปลือกบาง รสชาติเข้มข้น เหมาะสำหรับคนชอบทานมะเขือเทศอยู่แล้ว
  • Yellow Holland Cherry ผลเรียวยาว เปลือกหนา รสหวาน เหมาะสำหรับไม่อบทานมะเขือเทศ​​

มะเขือเทศกรีนเฮาส์นี้สามารถเด็ดทานได้สดๆ เลยครับ บอกเลยว่ารสชาติหวานกรอบทุกลูก

9

Yellow Holland Cherry

unspecified (1)

Red Holland Cherry

เดินชมทั้งสองกรีนเฮาส์เสร็จ เราก็มาปิดท้ายกิจกรรมที่ 2 ด้วยการชิมเมล่อนจากแปลงปลูกของที่นี้ รสชาติหวานและกรอบ รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเลยครับ ทราบไหมครับว่าทานเมล่อนยังไงให้อร่อยที่สุด? วิธีก็คือเลือกทานจากชิ้นตรงกลางสุดและไล่ไปยังชิ้นริม เพราะชิ้นกลางๆ จะหวานที่สุด ทำให้ลิ้นเราคุ้นชินกับความหวานเมื่อทานไปเรื่อยๆ

unspecified


เดินชมแปลงเมล่อนจนเหนื่อย พวกเราเลยแวะเติมพลังกับกิจกรรมที่ 3 นั้นคือการ “กิน”  ที่ Coro Cafe เป็นคาเฟ่ที่นำผลผลิตที่ปลูกเองทั้งหมดของที่นี้มารังสรรค์เป็นหลากหลายเมนูอร่อยและสุขภาพดีให้เราเลือกทาน มีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่มครับ มื้อนี้มั่นใจได้ว่าวัถตุดิบที่นำมาปรุงอาหารนั้นสด และไร้สารพิษอย่างแน่นอน

วันนี้เราทานอะไรไปบ้างมาชิมไปพร้อมๆ กันแต่ละจานเลย

12548836_1174716722547914_3317682062156865558_n

จานแรกคือ Melon Sesame Salad (145 บ.) สลัดเมล่อน 2 สีและแตงโมลูกกลมๆ ขนาดพอดีคำ ราดด้วยน้ำสลัดงาที่มีเมล่อนปั่นผสมไปด้วย โรยด้วยต้นอ่อนทานตะวันและอัลมอนต์ เมล่อนหวานทำให้รู้สึกสดชื่นมากๆ ส่วนน้ำสลัดงามีความเค็มและมันนิดๆ รสชาติไปด้วยกันได้ดีครับ

Melon Sesame Salad (145 บ.)

Melon Sesame Salad (145 บ.)

จานที่ 2 เป็น Melon Katsuo (145 บ.) เมล่อน คัดสึโอะ ราดด้วย Soy Sauce และ Maple Syrup โรยข้างบนด้วยปลาโอแผ่นแห้ง ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นผสมเข้ามา / รสชาติแปลกดีครับ เมล่อนและ Maple Syrup มีความหวานละมุน ส่วนรสชาติของ Soy Sauce และปลาโอแห้ง ก็เข้ามาเป็นเค็มตัดหวาน แต่แปลกที่ตัดยังไงก็ไม่ขาด เพราะยังไงรสหวานของเมล่อนก็ยังนำตั้งแต่ต้นจนกลืนลงคอไป

Melon Katsuo (145 บ.)

Melon Katsuo (145 บ.)

จานที่ 3 คือ Carbonara Pasta topping Onzen Egg (195 บ.) พาสต้าร้อนๆ เส้นนุ่มกำลังดี ทานกับไข่ออนเซ็นเยิ้มๆ ครีมคาโบนาร่ารสชาติเข้มข้น มีเบคอนทอดกรุบกรอบมาช่วยเพิ่มความอร่อย ทานด้วยกันแล้วฟินเลยจานนี้!

 Carbonara Pasta topping Onzen Egg (195 บ.)

Carbonara Pasta topping Onzen Egg (195 บ.)

ต่อกันด้วย  Marinated Pork Homemade Burger (185 บ.) เบอร์เกอร์โฮมเมดหมูชาชู เนื้อหมูตุ๋นชิ้นใหญ่เนื้อนุ่ม ทานกับผักสลัดกรอบๆ และมันม่วงญี่ปุ่นทอด ก่อนจะตบท้ายด้วย Purple Japanese Wedges + 3 Homemade dipping sauces (95 บ.) อันนี้เป็นเมนูทานเล่นเมนูโปรดของผมเลย มันม่วงญี่ปุ่นหั่นเป็นชิ้นและนำไปทอด ทานกับซอส 3 ฤดู คือ ซอสมาโยแบบเผ็ด ทาทาร์ซอส แล้วก็ซอสครีมมะม่วง ทานเพลินม๊ากกกกกกกกก

unspecified (4)

ทานหมดนี้ก็อิ่มแปล้ และยังอร่อยด้วย แนะนำเลยไม่อยากให้พลาด!


มาต่อที่กิจกรรมที่ 4 “Coro Me” โซนนี้จะอยู่ในห้องแอร์เป็นโซนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เราได้ละเลงความสร้างสรรค์ผ่านการตกแต่งต้นไม้ครับ

โดยจะมีต้นไม้มากมายให้เลือกตกแต่งไม่ว่าจะเป็น แคคตัส ต้นบอนไซ้ หรือสวนในขวดแก้ว เลือกต้นไม้ได้แล้ว ก็นำมาตกแต่งโดยที่นี้จะมีอุปกรณ์ตกแต่งไว้ให้ เช่น หินกวด ทรายสี และสัตว์เซรามิกจิ๋ว  ตกแต่งเสร็จแล้วเราก็จะได้รับใบอุปถัมภ์ต้น เป็นการสัญญาว่าเมื่อเรานำต้นไม้ต้นนี้กลับบ้านไปแล้วเราจะดูแลเขาอย่างดี ที่ Coro Me ยังมีโซนของฝากน่ารักๆ ให้เราเลือกซื้อกลับบ้านด้วย เช่น เสื้อ หมวก กระเป๋าผ้า แก้ว แต่ละอย่างน่ารักๆ ทั้งนั้น

12472667_1174726669213586_5693659211085340897_n

12644709_1174711805881739_2034193368793201397_n

14

12642983_1174712592548327_8384553569193777135_n


เดินทางมาถึงกิจกรรมสุดท้ายที่ Coro Field แล้วครับ นั้นก็คือกิจกรรม Grow & Harvest ที่ Coro Garden  โดยจะแบ่งเป็น 2 กิจกรรมย่อย

กิจกรรมแรก Grow หรือการปลูก  โดยเราจะได้รับกระเป๋าสะพายมาหนึ่งใบ ข้างในจะมีต้นกล้าผักสลัด 1 ต้น  ช้อนปลูก และส้อมพรวน สำหรับให้เราไปปลูกผักในแปลงที่เตรียมไว้

1

นี้ครับอุปกรณ์ของเรา

19

โซนนี้จะมีเจ้าหน้าที่มาค่อยแนะนำวิธีการนำต้นกล้าลงดินอย่างถูกวิธี เมื่อปลูกเสร็จแล้วก่็มีป้ายไม้เล็กๆ ให้เราตั้งชื่อให้กับต้นไม้ที่เราเพิ่งปลูกไป หากใครก็ผ่านกลับมาอีกก็สามารถแวะมาดูได้ว่าโตแค่ไหนแล้ว

ผักสลัดที่ปลูกในโซนนี้เมื่อโตแล้วจะถูกเก็บเกี่ยวและนำไปบริจาคให้กับที่ต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรืออื่นๆ (ปลูกผักแล้วยังได้บุญด้วย)

20

มาต่อกันที่กิจกรรมย่อยที่ 2 คือ Harvest หรือการเก็บเกี่ยวครับ โดยเราจะได้รับชะลอมเล็กๆ หน้าตาน่ารักแบบในรูปคนละ 1 ชะลอมไว้สำหรับไปเก็บเกี่ยวมะเขือเทศ Holland Cherry ในแปลงปลูก อยู่ติดๆ กลับแปลงเราเพิ่งลงต้นกล้าไป

21

ในแปลงก็จะมีทั้ง Red และ Yellow Holland Cherry
22
นี้ครับ ได้มะเชือเทศสดๆ รสชาติหวานกรอบเต็มชะลอมกลับไปฝากคนที่บ้าน

23

จบแล้วครับ 5 กิจกรรม ใน 1 วันที่ Coro Field สวนผึ้ง เป็นช่วงเวลาที่สนุก เพลิดเพลิน และยังได้ความรู้อีกด้วย
ที่สำคัญเวลาของผมที่นี้เดินช้าลงจริงๆ ด้วย
ใครที่ยังไม่ได้มา ลองหาโอกาสแวะมาเที่ยวดูนะครับ 😀


ที่อยู่: 117 ถนน ราชบุรี – ผาปก ตำบล ป่าหวาย อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี

โทรศัพท์: 092-569-4791

เวลาทำการ:

จันทร์ – ศุกร์
    9:00 – 17:00 น.

ศุกร์ – อาทิตย์ 9:00 – 19:00 น.

เว็บไซต์ http://www.corofield.com

About the author

Review Thailand

Review Thailand

กิน เที่ยว รอบรู้เรื่องเมืองไทยไปด้วยกัน
ติดต่อ news@reviewthailand.net

Leave a Comment

Shares
Loading...