หลงระนอง @ เกาะช้าง-เกาะพยาม สองเกาะในฝันนักแบกเป้

ผมได้ยินชื่อเกาะช้าง ระนอง ครั้งแรกตอนมาเที่ยวเกาะพยามหนแรกเมื่อสัก 6-7 ปีก่อน รู้มาว่าเป็นเกาะดิบๆ ไม่สวยใสนัก แต่มีดีที่ความสงบสูงมาก อย่างไรก็เถอะหลังจากนั้นแม้จะกลับมาเที่ยวเมืองแร่นองตั้งสี่หน ก็ไม่มีโอกาสแตะเท้าสัมผัสเกาะช้างสักที จนกระทั่งปีก่อนที่จู่ๆ ชื่อเสียงของเกาะช้างก็ดังเปรี้ยงจากรีวิวในพันทิป และเฟซบุ๊ก ในใจนึกทันทีเลยว่า “เอาแล้วไงล่ะ”

ประจวบเหมาะเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมมีคิวหวนกลับไปเก็บภาพเก็บข้อมูลที่เกาะพยามพอดี (ใครตามเพจผมอยู่จะรู้ว่าเพื่อทำ E-Magazine ท่องเที่ยวแจกฟรี >>> http://wp.me/P7ca93-13Z) เลยออกคำสั่งตัวเองเด็ดขาดว่า ทริปนี้ต้อง เกาะช้าง-เกาะพยาม ไม่ใช่แค่เกาะพยามเพียวๆ ไม่รีบไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปตอนไหนแล้ว


(1)

เดินทางเที่ยวเกาะช้างทำได้ง่ายไม่ต่างจากไปเกาะพยาม ขึ้นเรือที่เดียวกันคือท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จุดตั้งต้นส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ บขส.ระนอง นั่งรถสองแถวได้หลายสาย คันไหนเขียนว่า เกาะช้าง เกาะพยาม ขึ้นได้หมด

ทริปนี้ผมอยู่ระหว่างเดินทางต่อเนื่อง นอนค้างอยู่ใกล้ บขส.ระนอง ตื่นเช้าก็ขึ้นสองแถวมาลงหน้าปากซอยเข้าท่าเรือเกาะพยาม เดินอีกนิดเดียวก็ถึงครับ นี่แหละโฉมหน้าท่าเรือไปเกาะช้าง เกาะพยาม คนไม่เคยมาคงไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรือพาเราไปเที่ยวจากที่นี่

อธิบายเล็กน้อยไปเกาะช้าง กับเกาะพยาม ขึ้นเรือคนละลำนะ แต่หากจะไป กรีนบานาน่า บ้านโจรสลัดอันโด่งดังของเกาะช้าง ต้องขึ้นเรือเกาะพยาม แล้วเรือจะไปหยุดหน้าอ่าวให้บังกะโลนำเรือเล็กออกมารับเราอีกที ส่วนหากใครไปอ่าวใหญ่ซึ่งเป็นหาดท่องเที่ยวหลักให้นั่งเรือเกาะช้าง เขาจะส่งตามบังกะโลต่างๆ

เรือเมล์ไปเกาะช้าง ข้อมูลช่วงที่ผมไปมีวันละสามเที่ยว 9.30 กับ 13.30 ส่งถึงชายหาดอ่าวใหญ่ ส่วนรอบ 14.00 ส่งที่ท่าเรือ อยู่คนละฝั่งกับชายหาด ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์วินไปอ่าวใหญ่อีกที แผนที่เกาะช้างเป็นแบบนี้ครับ

ผมซื้อตั๋วรอบแรก รอจนได้เวลาก็ขึ้นเรือแบบนี้ นอกจากผมก็มีนักท่องเที่ยวฝรั่งอีกห้าหกคน แล่นผ่านป่าชายเลน ชุมชนสะพานปลา จนออกสู่ทะเลเปิด เป็นบรรยากาศที่คิดถึงเป็นที่สุด

จากแดดตากลมสักสองชั่วโมงก็มาถึงเกาะช้าง (ฝรั่งหลบร่มหมด มีไอ้บ้าคนไทยนี่แหละนั่งตากแดด… ฮา) เรือจะแวะส่งของกินของใช้ตามบังกะโลต่างๆ แถวหัวเกาะ จุดแรกนี้คือที่ ซีอีเกิ้ล บังกะโล เป็นหาดแบบดิบมากๆ น้ำทะเลสวยใสทีเดียว

ตรงไหนเรือเทียบใกล้ไม่ได้ ก็จะมีเรือเล็กพายออกมารับของ

ส่วนตรงนี้คือ คอนเท็กซ์ บังกะโล ใสกริ๊ง น่าเล่นมาก

หลังจากแวะส่งของบังกะโลแถวหัวเกาะสามสี่แห่ง เรือก็แล่นถึงอ่าวใหญ่ โค้งหาดกว้างใหญ่สมชื่อ แต่นักท่องเที่ยวน้อยมาก ยืนคุยกับคนเรือซึ่งเป็นคนเกาะช้าง เขาบอกว่า “อยากพักเงียบๆ ให้มาเกาะช้าง อยากปาร์ตี้ให้ไปเกาะพยาม” คิดเอาแล้วกันว่าขนาดทำให้เกาะพยามพลุกพล่านได้ เกาะช้างต้องเงียบสงบสุดๆ เหมือนแบบที่ผมกำลังเห็นนี่แหละ

แต่ที่ทำให้เกาะช้างไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะชายหาดอ่าวใหญ่จะมีทรายดำผสมอยู่มาก เป็นทรายละเอียดสีดำสนิท คนเรือบอกว่าเกิดเองตามธรรมชาติ น่าจะเกิดจากแร่บางอย่าง เพราะเมื่อก่อนบนเกาะมีแหล่งทำแร่เหล็กอยู่

เราเลือกลงอ่าวใหญ่ตรงไหนก็ได้ครับ ผมเห็นบังกะโลน่าสนใจหลายแห่งเหมือนกัน (จริงๆ ตอนนี้นึกถึง ซีอีเกิ้ล คืนละ 250 บาท) แต่บังเอิญก่อนขึ้นเรือมามีคนที่ฝั่งระนองแนะนำให้ลองไปดูที่มามาส บังกะโล (Mama’s) คนเรือบอกว่างั้นให้ลงป้ายสุดท้ายเลย ลงพร้อมฝรั่งอีกสามคน

มามาสที่ว่าอยู่ที่อ่าวตาแดง ถัดจากอ่าวใหญ่ไปนิดเดียว โค้งอ่าวไม่ใหญ่เป็นส่วนตัวดี หาดทรายสวยแปลกมาก ริ้วสีดำเทาทั้งหาด มีที่พักสามแห่งคือ มามาส แลตาวัน และสวนปอ

กระโดดลงจากเรือปุ๊บคุณป้าคนนึงมารับแขกฝรั่ง แล้วไม่ลืมหันมายิ้มถามผม “มีที่พักหรือยัง” ผมแบกเต็นท์มาด้วยเลยถามหาที่กางเต็นท์ ป้าบอกว่ากางได้นะ แต่ไม่นอนบ้านพักหรือ ห้องน้ำสะดวกกว่า ป้าคิดพิเศษแค่สองร้อย… ก็นั่นแหละครับเลยได้นอนบังกะโลแทนนอนเต็นท์

ห้องพักของมามาสอยู่บนเนินเขา บังกะโลเรียบง่าย ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสักอย่าง ซึ่งเป็นธรรมดาของบังกะโลเกาะช้าง ขนาดประตูห้องน้ำยังไม่มี (ฮา…) ไฟฟ้าโซลาร์เซลส์เปิดช่วงเย็นๆ ถึงค่ำ สงบเงียบสุดๆ

วิวที่มามาสและอ่าวตาแดง บอกเลยว่าหลงรักหมดใจ

ถ่ายรูปเล่นสักครู่ ก็มาคุยกับป้าเจ้าของ แกบอกว่ามีทางเดินผ่านป่าไปที่อนุรักษ์ (จริงๆ คืออุทยานแห่งชาติ) แบบนี้เข้าทางเลยสิ เพราะหน่วยพิทักษ์ฯ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เป็นหนึ่งจุดหมายของผมอยู่แล้ว

จากอ่าวตาแดงมีทางเดินเล็กๆ เลาะป่า ชัดเจนดี เดินไม่ยากนัก ระยะทางวัดจากความรู้สึกก็ราวหนึ่งกิโลเมตร ผ่านจุดชมวิวหลายจุดเลยครับ พระอาทิตย์ตกคงสวยน่าดู

สักสี่สิบนาที (แวะถ่ายรูปนาน) ก็มาโผล่ตรงนี้ชื่อว่าอ่าวไข่เต่า ไม่รู้จะบรรยายยังไง สวยมาก แปลกมาก สงบมาก หาดทรายอาจกระดำกระด่างแต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวสุดๆ

ปัญหาของผมคือตั้งใจมาหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเกาะช้าง แต่ปรากฎว่าไม่มีเจ้าหน้าที่สักคน มีแค่เต็นท์อุทยานฯ กางว่างๆ สองสามหลัง สงสัยคงติดภารกิจอะไรสักอย่าง งานนี้เลยได้แค่เดินเล่นถ่ายรูป

มีป้ายบอกเส้นทางศึกษาธรรมชาติขึ้นไปจุดชมวิวบนเขา 1.3 กิโลเมตร ด้วยนะครับ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล ทางชัดไหมก็ไม่รู้ แถมไม่มีใครรู้ด้วยหากผมขึ้นไป หากหลงหรือเกิดอันตรายคงแย่ เลยต้องขอติดค้างไว้ก่อน

ใกล้สี่โมงเย็นผมเดินกลับไปอ่าวตาแดง ทั้งขามาและขากลับไม่เจอใครเลยสักคน บรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตกดีสุดๆ แต่หลังนั้นไม่นานเมฆดำก็แผ่ครึ้มก่อนฝนโปรยลงมาซู่ใหญ่

อ้อ… ราคาอาหารตามบังกะโลบนเกาะช้างใกล้เคียงกัน จานเดียวหมูไก่ 80-90 บาท น้ำเปล่าขวดใหญ่ 30 บาท น้ำอัดลมกระป๋องเล็ก 30 บาท คืนนั้นกินข้าวไปพลางฟังเสียงฝนไปพลาง มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเข้าพักพอประมาณ แต่ทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกันคือมาพักสงบๆ ไม่มีความอึกทึกเลยสักนิด

“อยากพักเงียบๆ ให้มาเกาะช้าง อยากปาร์ตี้ให้ไปเกาะพยาม” ผมจำคำของคนเรือได้แม่นเลยล่ะ


(2)

นอนเร็ว ตื่นเช้า มีเสียงนกเสียงคลื่นทะเลเป็นนาฬิกาปลุก ชีวิตมันจะดีอะไรขนาดนั้น ลงมาตรงร้านอาหาร ป้าเจ้าของรีสอร์ทกำลังจะไปใส่บาตรพอดี เสียดายมากครับว่าถ่ายภาพพระสงฆ์กำลังเดินมาบนชายหาดริ้วทรายสีดำไม่ทัน (เป็นภาพที่คราวหน้าต้องมาแก้มือให้ได้)

วันนี้ตั้งใจเที่ยวส่วนอื่นของเกาะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีการไม่ต้องคิดมากเพราะมีทางเดียวคือ… เดิน เนื่องจากบนเกาะช้างไม่มีมอเตอร์ไซค์เช่า และรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็มีเฉพาะที่ท่าเรือ คนบนเกาะไม่ต้อนรับความวุ่นวาย นี่แหละกรีนไอส์แลนด์ของแท้

ออกจากบังกะโลผมเดินตัดอ้อมเขาแป๊บเดียวก็มาโผล่ปลายอ่าวใหญ่ ชายหาดแดงๆ ดำๆ มีบังกะโลเรียงรายแบบหลวมๆ

กลางอ่าวมีที่พักใหญ่ที่สุดบนเกาะชื่อตรงตัวคือเกาะช้าง รีสอร์ท เป็นหนึ่งในสองที่พักรุ่นบุกเบิก จากที่ถามคนเรือเมื่อวานเขาบอกว่าที่นี่มีห้องพักราคาใกล้แตะพันบาท ไฟปั่น 24 ชั่วโมง แต่ละห้องยกสูงเหมาะกับคนชอบชมวิวอยู่นะ

ผ่านจากเกาะช้าง รีสอร์ท จะเป็นหาดโค้งยาว มีบังกะโลตลอดแนว บางแห่งเห็นมีนักท่องเที่ยว (ต่างชาติ) กางเต็นท์อยู่บ้าง ถ้าใครจะกางเต็นท์ที่ไหนให้เข้าไปสอบถามเลยครับ หากเขาไม่สะดวกเราก็หาที่ใหม่แค่นั้นเอง

แต่ที่กางได้แน่นอนไร้ปัญหาคือที่ไทยบาร์ อยู่ข้างหน้ามินิมาร์ท บังกะโล เช่าเต็นท์คิด 100 บาท นำเต็นท์มาเองก็ 50 บาท

บาร์ของเกาะช้างจะไม่ใช่แบบปาร์ตี้ ควงกระบอกไฟ เปิดเพลงแดนซ์กระจายนะ (จากการสอบถาม) แต่เป็นบาร์นั่งชิล พูดคุย ฟังเพลงเบาๆ เห็นอยู่หลายที่ครับเท่าที่เดินสำรวจ นอกจากไทยบาร์ ก็มี ฟรีดอมบาร์ สินามึบาร์ แท็ททูบาร์

เดินมาถึงวัดป่าเกาะช้าง ตรงนี้กางเต็นท์ได้ฟรี วัดอนุญาตให้ใช้ห้องน้ำ มีฝรั่งครอบครัวมากางอยู่สองหลัง แต่โดยส่วนตัวผมว่าราคาที่พักเกาะช้างถูกมากอยู่แล้ว อย่ารบกวนวัดวาเลย หรือไปกางที่ไทยบาร์ก็ได้

ชายหาดอ่าวใหญ่ ยิ่งเดินก็ยิ่งสนุก เพราะแต่ละจุดสวยแปลกต่างกัน ยิ่งช่วงต้นหาดตอนน้ำกำลังขึ้นคลื่นซัดทรายสีดำจนทำให้น้ำดำสนิทเลย

หลังแวะกินข้าวกลางวันที่บังกะโลแห่งหนึ่งเสร็จ ผมตั้งใจเดินตามถนนคอนกรีตไปฝั่งท่าเรือ จุดเริ่มต้นคือวัดป่าเกาะช้าง เป็นเส้นทางแสนเปล่าเปลี่ยวและร้อนโฮก

เดินเหงื่อแตกพลั่กสักสิบนาที กระบะคันหนึ่งก็แล่นมาข้างหลัง จะรออะไรโบกโลดสิ “ไปท่าเรือครับ” ผมบอก คนขับขมวดคิ้ว “ผิดทางแล้ว เส้นนี้มันอ้อม” เขาว่า ผมนี่เจื่อนสนิท แต่ไม่เป็นไรเพราะเขาบอกให้ขึ้นรถเลย เดี๋ยวจะส่งลงตรงทางลัดใกล้ที่สุด

ทางลัดที่ว่าเป็นทางเดินผ่านอ่างเก็บน้ำ ตอนลงรถเขาบอกว่าถ้าโชคดีอาจมีสาวฝรั่งกำลังเล่นน้ำให้เชยชม น่าเสียว่าโชคไม่เข้าข้าง (ฮา…) แต่อ่างเก็บน้ำตรงนี้สวยจริงครับ น้ำใสจนแทบไม่อยากเชื่อ ถ้ามาเที่ยวพักผ่อนชิลๆ คงต้องจัดเหมือนกัน

ในที่สุดก็เดินตัดมาถึงถนนอีกฝั่ง มีบ้านชาวบ้านอยู่พอดี เลยถามทางไปท่าเรือเสียเลย

เกาะช้างเป็นเกาะชาวสวน คนถิ่นมีอาชีพทำสวนทั้งนั้น สวนยาง กาหยู (มะม่วงหิมพานต์) สะตอ บ้านแต่ละหลังจะปลูกในพื้นที่สวนของตัวเอง เลยไม่มีภาพแบบชุมชนแน่นๆ อยู่ที่นี่ ไม่เหมือนเกาะแห่งอื่น

เดินตามเส้นทางเขียวๆ สักพักจนเริ่มถามตัวเองว่าเมื่อไหร่จะถึงนะ ก็ได้ยินเสียงสวรรค์หมายถึงเสียงมอเตอร์ไซค์ เป็นเวลาที่ชาวบ้านกำลังไปท่าเรือกันพอดีเพราะเรือรอบบ่ายใกล้เทียบท่า

ท่าเรือเกาะช้างหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ มีร้านขายของเล็กๆ ที่ศาลามีคิวมอเตอร์ไซค์รับจ้างสามสี่คัน รอบๆ เป็นป่าชายเลน เป็นท่าเรือโล่งๆ ไม่เหมือนเกาะอื่นเลยสักนิด

ถ่ายรูปเล่นจนพอใจก็เดินกลับทางเก่า สักพักจึงได้โบกมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง คราวนี้ได้ลงตรงสี่แยกกลางเกาะ เป็นจุดซึ่งมีบ้านเรือนหนาแน่นที่สุด นับนิ้วดูแล้วก็มีทั้งหมด เอ่อ… ห้าหลัง

จากตรงนี้เดินประมาณกิโลนิดๆ ก็กลับถึงอ่าวใหญ่ที่ไทยบาร์ แล้วค่อยเยื้องย่างต่อกลับไปอ่าวตาแดง ถึงตอนสี่โมงฝนประจำวันตกลงมาพอดีแถมตกยาวเสียด้วย ได้นอนฟังเสียงฝน เสียงแมลง เพลินๆ อีกหนึ่งคืน เป็นคืนสุดท้ายก่อนออกจากเกาะช้างด้วยครับ

รู้ตัวดีครับว่าเพียงครึ่งวันแรก กับเต็มวันที่สอง ไม่มีทางที่จะอิ่มสำหรับการเที่ยวเกาะช้าง มีอีกหลายจุดที่ยังไม่ได้ไปดู อ่าวเล็กก็ยังเดินไปไม่ถึง สำหรับผมคงต้องให้เวลาที่นี่อย่างน้อยสามคืนกับสี่วันเต็มๆ แต่ไม่มีปัญหาเพราะผมตกหลุมรักที่นี่เข้าเต็มเปา และต้องกลับมาอีกแน่นอน


(3)

เช้าตรู่ เก็บข้าวของลงกระเป๋าลาเกาะช้างเพื่อต่อไปเกาะพยาม มีเรือแค่สปีดโบ๊ทและขึ้นที่ท่าเรือ (เพราะเรือเมล์ไปเกาะพยามไม่จอดเกาะช้าง) ราคา 300 บาท รวมค่ามอเตอร์ไซค์มารับที่บังกะโล ติดต่อผ่านบังกะโลก็ได้ หรือโทรเองก็ได้ เรือดวงมณี 080-878-5033, 087-1143-222

ปกติเรือมีสายกับบ่าย แต่วันนั้นมีรอบพิเศษตอนเช้า แป๊บเดียวก็มาถึงเกาะพยามอันคุ้ยเคย สิ่งแรกที่ทำให้ประหลาดใจคือกำลังมีการสร้างสะพานเทียบเรือแห่งใหม่… เกาะพยามโตขึ้นจริงๆ แล้วสินะ

ผมมาเกาะพยามเป็นรอบที่สาม ไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลอะไร ขึ้นเกาะปุ๊บก็เดินไปร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ทันที เดี๋ยวนี้มีหลายร้านแล้ว แต่ผมยังเลือกใช้ร้านดั้งเดิม “ร้านสวัสดี” พี่สอเจ้าของร้านอู้ฟู้ขึ้นเยอะ เดี๋ยวนี้ทำทั้งร้านเช่ารถ บังกะโล รวมทั้งที่รับฝากรถยนต์ตรงท่าเรือฝั่งระนอง

มอเตอร์ไซค์เช่าเกียร์ธรรมดา 150 บาทต่อวัน เติมน้ำมันสามขวด ขวดละ 35 บาท พร้อมแล้วก็ซิ่งโลด

เกาะพยามโตขึ้นชัดเจน ร้านข้าว มินิมาร์ท ร้านของชำ เพิ่มขึ้นมาก ถนนคอนกรีตยังคงเล็กกะทัดรัดเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมอเตอร์ไซค์นักท่องเที่ยววิ่งกันขวักไขว่

ที่เกาะพยาม เพื่อนผมจาก กทม. ตามมาสมทบคนนึง หลังเจอกันแล้ว เราก็แว่บไปดูบรรยากาศที่อ่าวใหญ่เป็นอันดับแรก นักท่องเที่ยวเยอะขึ้นจริง แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่อันไพศาลก็ทำให้บรรยากาศยังคงสบายๆ สงบเงียบอยู่ดี

ถ่ายรูปสักพัก ฟ้าเริ่มปิดฝนตั้งเค้า รีบเผ่นดีกว่ายังไม่ได้ที่นอนเลย ผมไม่ได้จองมาแต่เล็งไว้ว่าจะพักที่ June Horizon เป็นบังกะโลเล็กๆ สุดชายหาดเขาควายทางใต้ ติดป่าชายเลน

ถึงบังกะโลก็ปรี่ไปสอบถามราคาก่อนเลย “หกร้อยบาทจ้ะ” คุณป้าเจ้าของรีสอร์ทตอบ “โห… หกร้อยเลยเหรอครับ” ผมขมวดคิ้ว ป้าเห็นหน้าผมแล้วก็ยิ้มขำๆ “งั้นห้าร้อยก็ได้ พอไหวไหม”

เป็นธรรมดาครับ ราคาบังกะโลที่เกาะพยามถีบตัวสูงขึ้นมาตลอด เดี๋ยวนี้เริ่มต้นประมาณห้าร้อยนี่แหละ แถวอ่าวใหญ่มีให้เลือกเยอะกว่า ส่วนที่อ่าวเขาควายทางฝั่งใต้ ถูกที่สุดก็น่าจะเป็นที่นี่กับ เขาควาย ฮิลล์ ตรงหินทะลุ

ที่พักง่ายๆ แต่ดูเก๋และสะอาดดีครับ เงียบสงบมากเพราะอยู่ไกลสุดหาด นักท่องเที่ยวเดินมาไม่ค่อยถึง บริเวณหาดทรายก็ดิบๆ ติดป่าชายเลน ตามแนวหาดมีเปลือกหอยเล็กๆ เต็มไปหมด

วันนี้อากาศไม่ค่อยดีสำหรับการถ่ายภาพทะเล ฟ้าเริ่มเปิดแล้วแต่คลื่นลมแรงทะเลไม่เรียบ เลยเดินเล่นไปถ่ายกองหินทะลุสักแป๊บ ตรงนี้ถือเป็นแลนด์มาร์คของเกาะจุดหนึ่งเลยแหละ

จากนั้นขี่ขึ้นเหนือไปอ่าวกวางปีบ ทะเลซัดโครมๆ ไม่ไหวแฮะ ยังดีที่ตกเย็นยังพอได้แสงสวยๆ พระอาทิตย์ตกตรงอ่าวใหญ่มาพอกล้อมแกล้ม

ภารกิจถ่ายรูปแค่นี้พอ กลับไปกินข้าว (อาหารจานเดียวหมูไก่ 70-80 บาท) หยิบเบียร์ไปนั่งชิลๆ กินริมหาดคนละสองกระป๋อง (ช้าง 55 ลีโอ 60) เพื่อพบว่าถึงแม้จะเติบโตขึ้นเยอะ แต่ที่นี่ยังคงสงบเงียบไม่เปลี่ยนไปเลย มีแต่เสียงลม คลื่น แล้วก็เสียงความสุขของตัวเอง


(4)

หลังอากาศแปรปรวนมาหลายวัน วันนี้เหมือนฟ้าจะกลับมาสดใสจริงใจสักที ผมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดินเล่นถ่ายรูปแถวป่าชายเลนหน้าบังกะโล

น้ำลงแบบนี้ทำให้เราได้เห็นภาพชีวิตหลากหลาย ผมขลุกอยู่แถวนี้จนแทบลืมเวลา

เสร็จสรรพค่อยบิดเครื่องมอเตอร์ไซค์ไปหาข้าวกิน แวะถ่ายภาพอ่าวใหญ่กับฟ้าใสๆ อีกรอบ

จากอ่าวใหญ่กำลังวนไปฝั่งหน้าเกาะ ระหว่างทางผ่านคนงานพม่ากำลังเก็บกาหยูก็หยุดรถสิครับ ขออนุญาตถ่ายภาพเขาก็ยิ้มให้ กาหยูให้ผลผลิตแค่ปีละครั้งในฤดูร้อน เก็บตอนลูกสุกร่วงจากต้นเท่านั้น ส่วนมากเจ้าของสวนจะจ้างแรงงานพม่ามาเก็บ ให้ค่าเก็บกิโลกรัมละสิบบาท

ไปต่อที่อ่าวหินขาว เป็นจุดซึ่งนักท่องเที่ยวมักมองข้าม เพราะว่าอยู่ฝั่งหน้าเกาะมุมไม่สวยนัก ผมมาแถวนี้ปกติก็ไม่เคยสวย แต่ครั้งนี้ต่างออกเพราะน้ำลงมีพื้นที่ให้เดินเล่น อาจไม่เหมาะกับมาเล่นน้ำ ทำกิจกรรมชายหาด แต่ถ้าถ่ายภาพก็พอไหวอยู่

ต่อมาอีกนึดถึงพระอุโบสถกลางน้ำ เพิ่งเคยได้เข้าข้างในก็คราวนี้ สภาพทรุดโทรมทีเดียวเพราะเจอลมเจอฝนเจอแดดทะเลกัดกร่อนมายาวนาน

หลังแวะกินข้าวเที่ยง ช่วงบ่ายไปอ่าวมุก มีที่พักแห่งเดียวคือเกาะพยาม รีสอร์ท ซึ่งเราเข้าไปเล่นน้ำ อาบแดด ถ่ายรูปกันตามสบาย ขอแค่อย่าวอแวพื้นที่รีสอร์ทของเขาก็พอ ผมชอบหาดนี้มาก แม้ชายหาดจะมีหินอยู่เยอะไม่เนียนเรียบ แต่เพราะทางเข้าเป็นลูกรังทำให้คนมากันน้อย ปลอดโปร่งโล่งสบายสุดๆ

ขามาอ่าวมุกแวะจอดซื้อของที่มินิมาร์ทตรงท่าเรือ เลยได้คุยกับพี่สอว่าตอนนี้มีถนนสร้างใหม่จากแยกเข้าอ่าวมุกขึ้นเขาไปจนถึงอ่าวคอกิ่วแล้วนะ ไปสำรวจกันครับ

อ่าวคอกิ่วตอนมาครั้งแรกผมเรียกที่นี่ว่าอ่าวลับแล ต้องขี่รถตามลูกรังเข้าป่าเป็นกิโล แต่นั่นแหละครับตอนนี้ทำทางอย่างดีแล้ว แถมตรงทางลงหาดยังมีบังกะโลสร้างใหม่ชื่อ “กิ่วลม” คืนละ 500 บาท บอกเลยว่าเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของผมในคราวต่อไป

ที่ผมยกให้เป็นตัวเลือกแรกๆ เพราะอ่าวคอกิ่วเป็นแบบในภาพยังไงล่ะ เป็นอ่าวขนาดกะทัดรัด ชายหาดสวย ในวันที่ลมไม่เข้าน้ำนิ่งบอกเลยว่าให้คะแนนสิบบวก สุดยอดมาก

ระหว่างทางจากอ่าวคอกิ่วกลับไปอ่าวเขาควาย โชคดีสุดๆ เจอฝูงนกแก๊ก (นกเงือกพันธุ์เล็กที่สุดในบ้านเรา) ลงหากินริมต้นไม้ ได้โอกาสเก็บภาพมานิดหน่อย การเจอนกเหล่านี้ง่ายๆ บนเกาะช้าง เกาะพยาม แสดงถึงความสมบูรณ์และธรรมชาติเป็นอย่างดี

ถึงตอนเย็นก็ไปรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก วันนี้เลือกโลเกชั่นเป็นที่กองหินทะลุ ปิดท้ายหนึ่งวันที่ลั่นชัตเตอร์สนุกมาก


(5)

วันสุดท้าย เรามีเวลาพอสมควรเพราะเรือเมล์ออกบ่ายสอง จะมีอะไรดีกว่าการหยิบกล้องเดินออกไปเก็บภาพอีกล่ะ อ่าวเขาควายทางฝั่งใต้ยังคงเป็นหาดที่ผมมักแนะนำให้ใครต่อใครมาพัก ถ้าชอบทะเลสวยๆ หาดสวยสีขาว เพราะทะเลที่นี่แคแรคเตอร์ต่างจากอ่าวใหญ่ชัดเจน

และเวลาที่มีก็เพียงพอทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่ค้างคากับเกาะพยาม คือการไปหมู่บ้านชาวมอแกน อยู่ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่ หลังพลาดมาสองหนคราวนี้คือโอกาสแก้มือ

การไปหมู่บ้านชาวมอแกนจากอ่าวเขาควายซึ่งต้องข้ามลำคลองบริเวณป่าชายเลนมีสามวิธี หนึ่งคือพายเรือคายัคตอนน้ำขึ้น สองคือเดินลุยน้ำข้ามไปตอนน้ำลง และสามคือชักแพลากข้ามลำคลอง แบบไหนกันนะ… ก็แบบนี้น่ะสิ

ผมไปกับเพื่อน เจอสาวฝรั่งชาวอิงแลนด์กำลังเก้กังว่าจะข้ามไปยังไง เราเลยร่วมมือเป็นพันธมิตรออกแรงลากแพลงน้ำแล้วไปด้วยกัน ตรงนี้มีตอม่อสะพานด้วยนะ ไม่รู้ว่าเหตุอันใด (ลืมถามชาวบ้าน) จึงตั้งโดดเด่นตระหง่านดั่งอนุสาวรีย์เช่นนี้

ต้องยอมรับว่าหมู่บ้านชาวมอแกนที่นี่ไม่ได้น่าดูหรือไปเที่ยวชมแล้วรู้สึกดีเท่าไหร่ เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับการจัดสรรให้อยู่หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ ไม่ใช่ถิ่นดั้งเดิมของพวกเขา แต่ใครอยากแวะมาเยี่ยมก็ได้นะครับ ชาวบ้านเขายินดีต้อนรับ

กลับถึงบังกะโลตอนเที่ยง กินข้าว เก็บของ จ่ายค่าเสียหาย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปคืนที่ท่าเรือ

นั่นแหละครับ ผมมีความทรงจำที่ดีเสมอกับเกาะพยาม แม้ในวันที่มันเริ่มเติบโตขึ้นมากแต่ก็ยังรู้สึกดีไม่เคยเปลี่ยน เกาะพยามยังคงเหมาะกับการแบ็คแพ็ค มีความสงบเงียบอยู่มาก และยังมีวิถีชีวิต มีธรรมชาติให้พบเห็น

สองเกาะเมืองแร่นอง ต้องลองแบกเป้มาเองครับแล้วจะรู้ว่าความรู้สึกหลงรักสถานที่ใดสักแห่งนั้นมันเป็นยังไง


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller


About the author

นายสองสามก้าว

Leave a Comment

Shares
Loading...