เขาหลวงสุโขทัย ในวันที่ “เขา” เป็นของผม

จะรู้สึกอย่างไรถ้าได้เป็นเจ้าของภูเขาทั้งลูก คงรู้สึกเหมือนผมล่ะมั้งที่อย่างน้อยก็เคยเป็นเจ้าของ “เขาหลวงสุโขทัย” หนึ่งวันบนขุนเขาสูงที่มีเพียงผมคนเดียวกับเสียงธรรมชาติเพียวๆ ไม่มีสิ่งใดรบกวน

เขาหลวงลูกนั้นนั่นแหละ ลูกที่ฮิตระเบิดน้อยกว่า ภูกระดึง ภูสอยดาว หน่อยนึง เขาหลวงที่วันเสาร์ เราต้องรีบเดินขึ้นเพื่อไปจองที่กางเต็นท์ดีๆ ขืนช้าเดี๋ยวจะได้ทำเลไม่สะดวก แต่เขาที่ฮิตแบบนั้นมีผมเพียงคนเดียวได้ยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ

ทริปนี้ต้นเดือนตุลาคม ใจจริงแค่อยากหาที่เดินป่าสักแห่ง ไปวันธรรมดา ไปคนเดียวได้ เพราะรู้สึกเหมือนแข้งขาชักอ่อนซ้อมเกินไปแล้ว ไม่ได้เดินป่าขึ้นเขามาตั้งสองเดือนกว่าๆ คิดเด็ดสะระตี่ ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่ากับ เขาหลวงสุโขทัย อุทยานแห่งชาติรามคำแหง เพราะที่เคยไปมาก่อนหนึ่งครั้งมีเวลาน้อยไม่ได้ดั่งใจ

ถ้าจะแก้มือตอนนี้เหมาะสมที่สุด ว่าแล้วจัดกระเป๋าโลด


(1)

ทริปนี้ผมเดินทางลำพังจากโคราช ขึ้นรถทัวร์รอบหัวค่ำมาลงพิษณุโลกประมาณตีสาม แล้วค่อยต่อรถ มาถึงสุโขทัยตอนตีห้า … ช่างเงียบเหงาสำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสารเมืองประวัติศาสตร์

การขึ้นเขาหลวงต้องไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติรามคำแหง อำเภอคีรีมาศ ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยไปทางใต้ 30 กิโลเมตร พี่วินมาเลียบเคียงเสนอราคา 300 บาท เป็นราคาเรตปกติครับ ที่ทราบมาก็คิดเท่านี้แหละ แต่เพราะผมมีเวลาเหลือเฟือจะรีบไปใย

เห็นป้ายท่ารถคีรีมาศ แล้วยังมีรถตู้ไปนครสวรรค์ซึ่งต้องผ่านคีรีมาศ แต่รอแล้วรอเล่าจนฟ้าสว่างกระจ่างแจ้ง เดินไปกินข้าวก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววรถจะมา สอบถามคนแถวนั้นบอกว่าแบบนี้แหละเพราะที่นี่คนน้อย

7.30 น. ยังคงนิ่งสนิท เลยต้องร่วมหอลงโรงกับพี่วินแหละครับ 300 บาท แพงหรือเปล่า เทียบกับความสะดวก เส้นทาง และระยะทาง ผมว่าโอเคนะ ไม่ใช่ราคาประหยัด แต่สมน้ำสมเนื้ออยู่

ระหว่างทางบนอานหลังพี่วิน เขาหลวงเด่นตระหง่านอยู่ข้างๆ

ประมาณครึ่งชั่วโมงจาก บขส.สุโขทัย ก็ถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานฯ 40 บาท ควักจ่ายให้เรียบร้อย ตอนนี้มีประกันอุบัติเหตุที่อุทยานฯ ร่วมกับกรุงไทยด้วยแค่ 10 บาท คุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดระหว่างเดินป่า น่าสนใจมาก แต่ผมมีประกันอุบัติเหตุส่วนตัวอยู่แล้วเลยไม่มีความจำเป็นต้องทำ

เข้ามาด้านในเรียบร้อย สิ่งแรกที่ต้องทำคือลงทะเบียน จ่ายค่าธรรมเนียมค้างแรม 30 บาท ต่อคน ต่อคืน (ผมค้างสองคืนก็ 60 บาท) หากจะเช่าอุปกรณ์ต่างๆ ก็ติดต่อที่นี่ มีมัดจำขยะอีก 200 บาท ซึ่งจะได้คืนตอนนำขยะกลับลงมา คนที่ต้องการลูกหาบก็เคลียร์ให้เสร็จตรงนี้เช่นกัน ราคา 25-30 บาท ไม่น่าจะเกินนี้ ผมลืมถามมาครับเพราะไม่ได้ใช้บริการ

วันนี้ผมลงทะเบียนพร้อมกับน้องอีกสองคนจากเชียงราย คิดว่าหลังจากนั้นคงมีคนอื่นทยอยตามขึ้นมาบ้าง สุดท้ายสรุปว่าคืนนั้นมีแค่เราสามคนเท่านั้น

ไม่ไกลศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีร้านสวัสดิการ ถ้าจะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ก่อนขึ้นเขาก็จัดการซะ หรือสั่งข้าวกลางวันเป็นเสบียงก็ตามสบาย บางคนอาจเดินเร็วถึงก่อนหิว แต่สำหรับผมรู้ตัวว่างานนี้ช้าแน่นอน เอาข้าวไปตุนไว้หนึ่งห่อดีที่สุด

เอาล่ะขึ้นเป้ได้แล้ว งวดนี้ 19 กิโลกรัม รวมกล้องทั้งเซ็ต ถือว่าปกติ ไม่น้อยแต่ไม่มากกว่าที่เคยแบก

ระยะทางขึ้นเขาหลวง 3.7 กิโลเมตร เป็นทางชันส่วนใหญ่ ช่วงราบมีน้อย แต่ไม่ถือว่าโหดหินมากเพราะอุทยานฯ ทำบันไดและราวช่วยพยุงตัวตลอดทาง ถึงอย่างนั้นก็ไม่เรียกว่าง่าย แบกเป้ขึ้นเขาไม่มีที่ไหนง่ายหรอกครับ

ข้อดีอีกอย่างของเขาหลวงคือมีน้ำสะอาดซึ่งสามารถเติมดื่มตลอดครึ่งทางแรก เป็นน้ำจากตาน้ำซึ่งอุทยานฯ ต่อท่อลงมาเก็บในถังเป็นจุดๆ การเดินที่นี่จึงไม่ต้องพกน้ำขึ้นไปเยอะ แค่มีขวดไว้เติมระหว่างทางก็พอ

ผมมีเวลาเหลือเฟือ แถมยังง่วนถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เปลี่ยนกล้องไปเปลี่ยนกล้องมา ตั้งขาตั้งให้วุ่นวาย ได้ใช้เวลาแบบไม่ต้องเร่ง เป็นข้อดีของการขึ้นเขาแต่เช้า แถมค้างตั้งสองคืน

ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงจุดพักชมวิวตรงนี้ 1.6 จาก 3.7 กิโลเมตร มีนักท่องเที่ยวสวนทางมากลุ่มใหญ่ สอบถามว่าเมื่อเช้าไม่มีหมอก ซึ่งไม่น่าประหลาดใจเพราะอากาศดูแห้งๆ ไม่ชื้นเท่าไหร่

เดินไป พักไป ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอไป บ่ายโมงครึ่งมาถึงจุดนี้ ไทรงาม ต้นไทรยักษ์ใหญ่อลังการมาก ไม่ไกลกันมีถ้ำเล็กๆ มุดเข้าไปดูสักหน่อย ด้านในมีเทวรูปพระแม่ย่าประดิษฐานอยู่

พระแม่ย่าคือใคร? จากความเชื่อน่าจะหมายถึงนางเสือง พระมเหสีของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หรือพระราชมารดาของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวสุโขทัยนั่นเอง มีศาลพระแม่ย่าอยู่ที่อำเภอคีรีมาศด้วย น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสแวะเวียนไปสักการะ เพราะรถคีรีมาศไม่มาสักที

จากไทรงามขึ้นทางชันอีกสักพักจะเป็นทางราบยาวแล้วล่ะ พอผ่านปล่องนางนาค (นางพญานาคนะไม่ใช่นางนาคพระโขนง) ไปอีกแต่ 400 เมตร ก็จะถึงที่หมายลานกางเต็นท์ของเรา

เหนื่อยไม่ใช่เล่น สรุปเวลารวมของผมห้าชั่วโมง บ้าไปแล้ว (ฮา…) อย่างที่บอกครับเดินเรื่อยๆ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอตลอดทาง แต่ช้าขนาดนี้ยังแค่บ่ายสองโมงครึ่ง แถมค้างตั้งสองคืน เวลามันเหลือจะเฟือ
ป้ายบอก 1,200 เมตร แต่จุดที่ลานกางเต็นท์ไม่ถึงตัวเลขที่ว่าหรอกครับ ต้องไปตามยอดเขาต่างๆ ที่จะอยู่สูงกว่านี้อีกนิดหน่อย

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ นักวิ่งเทรลเจ๋งๆ ทำเวลาดีสุดแค่ 45 นาที ถ้าวิ่งเทรลทั่วไปอยู่ที่ราวชั่วโมงเศษ ส่วนนักท่องเที่ยวหากแบกของเองเดินขึ้นเร็วๆ ก็ประมาณสองชั่วโมงนิดๆ ใครเป็นสายทำเวลาก็เชิญลองวัดตัวเองดูครับ

บนลานกางเต็นท์มีบ้านพักเจ้าหน้าที่ ติดต่อขอรับของเช่ากันตรงนี้ และหากต้องการซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ มาม่า ปลากระป๋อง น้ำอัดลม ก็มีขายอยู่ครับ

ที่นี่มีห้องน้ำเยอะพอสมควร อาจไม่ได้ดีเลิศ แต่ก็สะอาดและถือว่าดีมากแล้วสำหรับการขึ้นมานอนบนเขา ส่วนเรื่องน้ำไม่ต้องห่วง ถ้าไม่แล้งจัดจริงๆ ที่นี่ไม่เคยขาด มีกินมีใช้ตลอด ใครไม่กล้าดื่มตรงๆ ก็กรองสักหน่อย หรือจะต้มกินก็แล้วแต่สะดวก

ผมกางเต็นท์เสร็จก็นั่งๆ นอนๆ พักผ่อนตามสบาย บรรยากาศเงียบสงบสุดยอดไปเลย

บนเขาหลวงมียอดเขาสี่ยอด เขานารายณ์ (พระอาทิตย์ขึ้น) เขาเจดีย์ เขาพระแม่ย่า (พระอาทิตย์ตก) และเขาภูกา เส้นทางวนรอบเป็นวงกลม รวมระยะทางทั้งหมดราว 4 กิโลเมตร ซึ่งผมมานอนสองคืนก็เพื่อเก็บให้ครบทุกยอดแบบไม่ต้องรีบนี่แหละครับ

ตกเย็นวอร์มอัพสักหน่อย เดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่เขาพระแม่ย่า ระยะทางกิโลเดียว เส้นทางขึ้นๆ ลงๆ นิดหน่อยได้เหงื่อพอสมควร

เขาพระแม่ย่าอยู่ตรงกลางของยอดเขาทั้งสี่ เพื่อนรวมลานกางเต็นท์สองคนไปรออยู่ก่อนแล้ว คุยกันไปคุยกันมาได้ความว่าพรุ่งนี้พวกเขาลงแต่เช้า ซึ่งหมายความว่ามีผมคนเดียวเดินเที่ยวเส้นทางศึกธรรมชาติรอบๆ เพราะกลุ่มใหม่ที่ขึ้นมาคงไม่มีใครเดินตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแน่นอน

พระอาทิตย์ตกวันนี้สวยดีจริงๆ ยอดข้างหน้าที่เห็นคือเขาภูกาครับ

กลับมาที่เต็นท์ก็กินดินเนอร์ง่ายๆ มาคนเดียวไม่รู้จะซื้อของสดมาทำให้เมื่อยทำไม ต้มมาม่า โรยน้ำพริกนิดหน่อยอร่อยแล้ว

คืนนี้ฟ้าเปิดดาวสวยมากครับ ทางช้างเผือกเห็นได้ในช่วงหัวค่ำพาดผ่านกลางกบาล ตรงลานกางเต็นท์ถ่ายดาวลำบากหน่อยเพราะเจ้าหน้าที่เปิดไฟส่องสว่างจนถึงสี่ทุ่ม ซึ่งถ้าจะให้ดีเดินไปตรงลานจอด ฮ. หรือเขานารายณ์ ก็ได้

แต่ผมไม่ได้ไปหรอกครับ แบตหมด… แบตกล้องน่ะหรือ เปล่า… แบตตัวเองนี่แหละ หมดแล้ว (ฮา…) ขอหามุมถ่ายที่ลานกางเต็นท์แล้วกัน ได้แค่ไหนแค่นั้นพอ


(2)

“หมอกอยู่ไหนวะ” ใจจริงอยากตะโกนแบบนั้น (ฮา…) ยอมรับว่าตั้งใจมาทีแรกแอบหวังลุ้นเห็นทะเลหมอกที่ร่ำลือ แต่พอเจออากาศแห้งๆ ตั้งแต่ก่อนขึ้นก็รู้แล้วว่าคงไม่มี และเอาเถอะถึงอย่างไรธรรมชาติเป็นแบบไหนผมก็ว่าสวยทั้งนั้น

ตั้งปลุกตั้งแต่ตีห้า เปลี่ยนเป็นชุดพร้อมลุย คว้าไฟฉาย แล้วเดินดุ่มฝ่าความมืดสู่ยอดเขานารายณ์ หรือผานารายณ์ ใกล้กับสถานีโทรคมนาคมของกองทัพอากาศ ระยะทางจากลานกางเต็นท์แค่ 400 เมตร อย่างที่บอกครับว่าหมอกไม่มี แต่ที่ไม่ขาดคือความสวยงาม

ผมไปถึงตีห้าสี่สิบ นั่งอาบความมืดสักพัก น้องอีกสองคนก็ตามมาถึงตอนหกโมง เป็นเพียงสามคนในวันนั้นบนยอดเขาสูง บรรยากาศสงบงามอย่าบอกใคร เสียงลม เสียงนก เสียงแมลง เสียงของป่าระงมก้องไปหมด เป็นเสียงธรรมชาติล้วนๆ ไร้สิ่งแปลกปลอมใดนอกจากเสียงชัตเตอร์ของผม

กลับมาต้มโจ๊กกินรองท้อง เตรียมข้าวของสำหรับเดินพิชิตยอดเขาทุกลูก น้องสองคนก็ขอตัวลาลงจากเขา เขาหลวงสุโขทัยทั้งลูกเป็นของผมในตอนนี้แล้วล่ะ

9.40 น. เริ่มออกเดิน เลือกเส้นทางวนซ้ายคือไป เขาเจดีย์ เขาภูกา เขาพระแม่ย่า และ เขาพระนารายณ์ เรียกว่าย้อนจากเมื่อวานเย็นและตอนเช้าที่วนขวา เส้นทางชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ มีป้ายตามทางแยก ไม่มีหลงแน่นอน จากลานกางเต็นท์ไปเขาเจดีย์ ประมาณ 1 กิโลเมตร เส้นทางสวยดีเชียว

ไม่เกินยี่สิบนาทีก็ถึงยอดเขาเจดีย์ มีก่อกองหินเจดีย์อยู่ ความสูงตรงนี้ตามป้ายบอกคือ 1,185 เมตร หามุมชมวิวพ้นแนวต้นไม้ ฝั่งขวาเห็นเขานารายณ์ ฝั่งซ้ายเห็นเขาพระแม่ย่า กับเขาภูกา

แต่จุดเปิดชมวิวโล่งที่สุดของเขาเจดีย์ต้องเดินลงมาอีกหน่อยสัก 100 เมตร มีก้อนหินใหญ่ขึ้นไปนั่งแอ็คท่าสบายเลยครับ ได้ฉากหลังเป็นเขาพระแม่ย่ากับเขาภูกา ตอนผมไปถึงมีหมอกลอยมาพอดี ร้องว้าวเชียวล่ะ

ถ่ายรูปหนำใจแล้วไปต่อ แน่นอนว่าก่อนขึ้นเขาลูกนั้นเราก็ต้องเดินลงเขาลูกนี้ เดินลงมาเรื่อยๆ สักพักถึงทางแยก ซ้าย 1 กิโลเมตร ไปเขาภูกา ว่าแล้วจัดไปสิ

ดูยอดเขาอยู่สูงลิบลิ่วแต่ทางกลับไม่ชันมาก เพราะเป็นการเดินวนไหล่เขาไปขึ้นฝั่งที่ไม่ชันเท่าไหร่ครับ สภาพป่าสวยดีนะ

พอถึงแล้วต้องบอกเลยว่ายอดเขาภูกาสวยมากครับ ความสูง 1,200 เมตร ผมไปถึงตอนหมอกกำลังไหลมาเลย พอรออีกสักพักหมอกหมดก็ได้เห็นวิวในอีกรูปแบบ แถมอยู่คนเดียวอีกต่างหาก เป็นอะไรที่หัวใจพองโตเกินบรรยาย

จากยอดเขาภูกา สามารถมองเห็นอีกสามยอดเรียงกัน ซ้ายสุดคือเขานารายณ์ ตรงกลางเขาพระแม่ย่า และขวาคือเขาเจดีย์ที่เราเดินมา แปลกไหมครับว่าเห็นอยู่ไกลอย่างนั้น ความจริงกลับไม่ได้ใช้เวลาเดินมากมายอย่างที่คิด

ภาพนี้ตอนเขาพระแม่ย่ากำลังจะถูกหมอกที่ลอยมาจากฝั่งเขานารายณ์เข้าปกคลุม สวยมากจริงๆ ครับ

ผมกินกลางวันเป็นข้าวและอาหารซองสำเร็จรูปที่พกมา เอ้อระเหยชมวิวเป็นชั่วโมงๆ ฟังเสียงธรรมชาติจนอิ่มเอม บ่ายสองเศษๆ ค่อยไปต่อสู่เขาพระแม่ย่า โดยต้องกลับมาสามแยกซึ่งเราผ่านมาแล้วอีกครั้ง

ถึงเขาพระแม่ย่าตอนฟ้ากำลังเปิดสุดๆ เคยมาแต่ตอนเย็นดูพระอาทิตย์ตก เพิ่งเห็นสีสันแดดดีก็ครั้งนี้ สวยใช้ได้เลยนะ เรื่องแดดเปรี้ยงทำอะไรผมไม่ได้อยู่แล้ว สำหรับความสูงที่พระแม่ย่าคือ 1,200 เมตร เท่าเขาภูกา ผมว่าเป็นตัวเลขประมาณเอา คงไม่เป๊ะขนาดนั้นล่ะมั้ง

จากเขาพระแม่ย่ามองมาทางเขาพระนารายณ์จะเห็นสถานีโทรคมนาคม และชะง่อนผายื่นออกมาเรียกว่าผาชมปรง เดี๋ยวเราจะเดินไปกัน

นี่แหละครับผาชมปรง เดินเลาะแนวรั้วสถานีโทรคมนาคมเข้ามา ที่เรียกว่าผาชมปรงก็เพราะเห็นต้นปรงขึ้นตามแนวหน้าผาค่อนข้างหนาแน่น

แล้วค่อยไปปิดท้ายที่ยอดเขานารายณ์ 1,160 เมตร ถือว่ามาเก็บภาพอีกบรรยากาศ ผมอยู่ที่ผานารายณ์ถึงสี่โมงครึ่ง ขาเดินกลับลานกางเต็นท์จึงค่อยสวนคนอื่นๆ ที่เพิ่งขึ้นมาวันนี้ ทักทายกันหอมปากหอมคอ ส่วนใหญ่ก็เดินไปชมพระอาทิตย์ตกที่เขาพระแม่ย่ากัน

วันนี้วันศุกร์ลานกางเต็นท์เลยคึกคักกว่าเมื่อวาน มีสองกลุ่มใหญ่มาใหม่ กับที่มากันสองสามคนอีกสามสี่กลุ่ม รวมแล้วก็ราวยี่สิบกว่าคน

ค่ำวันนี้ตั้งใจว่าจะเดินไปถ่ายทางช้างเผือกช่วงทุ่มสองทุ่มสักหน่อย ปรากฏว่าดันฟ้าปิดเมฆลอยมาเต็ม แถมมีฟ้าแล่บอีกต่างหาก ก็ได้แต่นอนยักไหล่ในเต็นท์ ทำไงได้ล่ะนะ


(3)

วันเสาร์ – ตื่นตีห้าอีกครั้ง เดินฝ่าความมืดไปผานารายณ์เป็นคนแรกเหมือนเดิม ที่แปลกไปคือหากเมื่อวานฟ้าเปิดสุดๆ วันนี้ผมไปถึงตีห้าครึ่งกลับมีแต่หมอกขาวโพลนฟุ้งปกคลุมไปทั่ว ใจเริ่มมีหวังนิดหน่อย หากมองฟุ้งหมดไปอาจเห็นทะเลหมอก

แต่ความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น หมอกเยอะจริงแต่ไม่มีทะเลหมอก ถึงอย่างนั้นบรรยากาศยังคงสวยงาม ผมมาถึงคนแรกก่อนสว่างและอยู่ที่ผานารายณ์เป็นคนสุดท้ายตอนฟ้าสว่างโล่เจ็ดโมงครึ่ง นั่งฟังเสียงธรรมชาติรอบตัวมีความสุขสุดๆ

กว่าจะกินข้าวเก็บของเก็บเต็นท์ กว่าจะเริ่มเดินลงก็ปาไปสิบเอ็ดโมงตรง แต่ขาลงใช้เวลาแป๊บเดียว ไม่เกินสองชั่วโมงก็ถึงข้างล่าง สวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ทยอยเดินขึ้นไปเป็นหลักร้อยคนเชียวล่ะ

สถานที่เดียวกัน วันธรรมดา กับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มันต่างกันอย่างนี้แหละนะ

ขาขึ้นตอนสวนกับน้องกลุ่มใหญ่ที่จุดชมวิว เขาบอกผมว่ามาที่นี่เป็นรอบที่สี่แล้วยังไม่โชคดีเจอทะเลหมอกเลย แต่ก็จะมาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอทะเลหมอกสวยอลังการแบบที่ใครหลายคนเคยเห็นให้ได้

สำหรับผมนี่แค่รอบสอง ดังนั้นคงต้องมีครั้งต่อไปสินะ แล้วเจอกันใหม่เมื่อคิดถึงก็แล้วกัน

เขาหลวงสุโขทัย


เขาหลวงสุโขทัยไปยังไง เที่ยวยังไง

  • อุทยานแห่งชาติรามคำแหง ที่ทำการฯ และเขาหลวง อยู่อำเภอคีรีมาศ ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยไปทางทิศใต้สัก 30 กิโลเมตร
  • เปิดให้เที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ต้องจอง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำ แต่ก่อนเดินทางไปสอบถามอุทยานฯ สักหน่อยก่อนก็ดี เพื่อมีเหตุขัดข้องอะไร
  • เดือนธันวาคม ประมาณช่วงวันหยุดรัฐธรรมนูญ จะมีงานประจำปีวันพิชิตยอดเขาหลวง นักท่องเที่ยวทั่วไปที่อยากขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติควรเลี่ยงเวลานั้นเพราะคนเป็นพัน แต่ละปีมีงานวันไหนติดตามกันเอานะ
  • เดินทางรถทัวร์ลงจุดจอดศาลพระแม่ย่า อ.คีรีมาศ ถ้าออกจาก กทม. จะถึงไม่เกินตีสี่ นั่งรอเช้าไป
  • มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากคีรีมาศเข้าไปอุทยานฯ คนละ 160 บาท ขากลับก็ 160 บาท
  • มากันหลายคน เหมารถกระบะประมาณ 400-500 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนคน
  • จาก บขส.สุโขทัย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง 300 บาท ขากลับก็ 300 บาท
  • มากันหลายคน เหมาสองแถวประมาณ 600 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับจำนวนคน
  • ติดต่อรถเหมากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ได้ รับส่งทั้งจากคีรีมาศและสุโขทัย ราคาใกล้เคียงกับข้างต้น โทร. 0824060886 คุณจำเนียร (คนดูแลร้านสวัสดิการ)
  • ค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 40 บาท ค่าธรรมเนียมยานพาหนะ รถยนต์ 30 บาท มอเตอร์ไซค์ 20 บาท รถรับจ้างไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยานพาหนะ
  • ค่าค้างแรม 30 บาท ต่อคน ต่อคืน ค่ามัดจำขยะ 200 บาท ติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อนขึ้น
  • อุปกรณ์ทุกอย่างมีให้เช่า ลูกหาบมีให้ใช้บริการ ติดต่อสอบถามที่ศูนย์บริการกันได้เลย
  • ด้านล่างก็มีบ้านพักและลานกางเต็นท์ ใครจะไปพักที่อุทยานฯ ล่วงหน้าเตรียมขึ้นเขาอีกวันก็ทำได้
  • เริ่มลงทะเบียนและให้เดินขึ้น 8.00 น. และห้ามขึ้นหลัง 14.00 น.
  • เดินขึ้น 3.7 กิโลเมตร ทางขึ้นเขาส่วนใหญ่ ทางราบน้อยมาก เดินแบบเร็วๆ ประมาณ 2.30 ชั่วโมง
  • มีน้ำสะอาดให้เติมตลอดช่วงครึ่งทางแรก ไม่ต้องพกน้ำไปเยอะ
  • ทางเดินหลายช่วงเป็นบันไดดิน มีราวช่วยพยุงช่วงที่ชัน เส้นทางไม่ยากไม่รุงรัง ไม่มีทาก
  • บนลานกางเต็นท์มีขายของแห้งเล็กๆ น้อยๆ มาม่า ปลากระป๋อง พอประทังชีวิต
  • ด้านบนประกอบอาหารได้ เตาแก๊ส เตาถ่านใช้ได้ การก่อกองไฟบนพื้นอนุญาตเฉพาะจุดที่กำหนด อุปกรณ์ หม้อ กระทะ จานชาม ตะแกรง มีให้ยืม และมีค่ามัดจำ
  • น้ำดื่มและน้ำใช้มีเหลือเฟือเป็นน้ำธรรมชาติ ถ้าไม่สะดวกใจกรองหรือต้มก่อนทานก็ได้
  • ห้องน้ำมีหลายห้อง แยกชาย-หญิง เจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดอย่างดี ส่วนนักท่องเที่ยวใช้แล้วทำสกปรกกันเองอย่าไปโทษเจ้าหน้าที่ล่ะ
  • ด้านบนมียอดเขาสี่ลูก เขาเจดีย์ เขาภูกา เขาพระแม่ย่า เขานารายณ์ เดินรอบได้ด้วยตัวเองทั้งหมด ระยะทางรวมครบทุกลูกประมาณ 4 กิโลเมตร
  • 2 วัน 1 คืน ก็เดินเที่ยวได้ครบแบบรีบและหนักหน่อย 3 วัน 2 คืน ก็ชิลๆ สบายกว่า ตามสะดวกใครสะดวกมันแล้วกัน
  • สอบถามเพิ่มเติม ถามอุทยานฯ โดยตรง โทร. 0559100001, 0988839297

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller

About the author

นายสองสามก้าว

Leave a Comment

Shares
Loading...